วันพุธที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคาร

     ธนาคารพาณิชย์ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีประมาณ 10 กว่าบริษัท โดยมีทั้งธนาคารขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ซึ่ง บิ๊กโฟร์ ที่เราคุ้นเคยกันดีก็อย่างเช่น ธ.กรุงเทพ ธ.กรุงไทย ธ.ไทยพาณิชย์ ธ.กสิกรไทย แต่ละบริษัทก็มีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งแตกต่างกันไป
     ผมก็เป็นคนนึงที่เลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ โดยความเห็นส่วนตัวผมมองว่าหุ้นกลุ่มธนาคารเป็นหุ้นที่มีความแข็งแกร่ง เนื้อหอม ใครๆก็อยากเข้าไปขอกู้เงิน ยกตัวอย่างง่ายๆกับคนใกล้ตัวผม ใครๆก็อยากมีบ้าน จะซื้อเงินสดคงไม่ไหว อยากมีธุรกิจ อยากมีโน่นนี่นั่น ก็ต้องเดินเข้าไปธนาคารเพื่อขอกู้เงิน ฉะนั้น
   1. ผู้กู้ (เราๆท่านๆ) ก็จะมีสถานะเป็น "ลูกหนี้"
   2. ผู้ให้กู้ (ธนาคาร) ก็จะมีสถานะเป็น "เจ้าหนี้"
   3. ผู้ถือหุ้น (ผม) ก็จะมีสถานะเป็น "เจ้าของ" ผมก็ไม่ต้องลงแรงอะไร แค่รอรับเงินปันผลจากกำไรของกิจการ หรือโชคดีหน่อยก็ได้รับกำไรจากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น [แม่ง!!เท่โคตร ถือแค่ 100 หุ้น ทำเป็นคุย 555+]
    ทีนี้มาดูกันว่า ถ้าจะลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคาร เราจะเข้าลงทุนในช่วงไหนกัน...
ที่มา : สถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน (TSI)   
     จากภาพ เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันอยู่ในช่วงที่กำลังฟื้นตัว อัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ แต่ถ้ามองในภาพกว้าง ดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐเริ่มปรับเพิ่มขึ้นในปีนี้ ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจดูดีขึ้น เกิดการลงทุนเพิ่มมากขึ้น พี่ไทยเองก็เริ่มมีการลงทุนภาครัฐในโครงการใหญ่ๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นช่วงจังหวะในการสะสมหุ้น เมื่อต้องลงทุน บริษัทต่างๆก็ต้องมากู้เงินธนาคาร เมื่อธนาคารปล่อยกู้ได้เยอะ ก็จะได้กำไรจากดอกเบี้ยเงินกู้เยอะ (ยังไม่พูดถึงหนี้เสียนะ) พอภาครัฐเริ่มลงทุน ภาคเอกชนก็มั่นใจ เริ่มเข้ามาลงทุน มีการใช้จ่ายในการบริโภคเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจก็ขยายตัวไปเรื่อยๆ จนเข้าสู่ช่วงรุ่งเรือง พอรุ่งเรืองสุดขีด ก็เข้าสู่ช่วงถดถอย และเข้าสู่ช่วงตกต่ำในที่สุด
     ฉะนั้น เราก็น่าจะพอมองภาพออกแล้วว่า หุ้นกลุ่มธนาคารเป็นหุ้นที่แปรผันตามวัฏจักรเศรษฐกิจ การจะเข้าไปซื้อขายหุ้นก็อาจจะต้องเข้าออกให้ถูกจังหวะด้วยนะครับ...
รายชื่อหุ้นกลุ่มธนาคารที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
     ติดตามอ่านบทความอื่นๆ >> คลิ๊กที่นี่!!

วันอังคารที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เล่นหุ้น & ลงทุนหุ้น

     ผมขอเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน 12 มิ.ย.60 ครับ ด้วยความอยากรู้อยากลองตามประสานักลงทุนมือใหม่ ผมเข้าไปลองแหย่ขาซื้อหุ้นตัวนึงอย่างกล้าๆกลัวๆ ที่ราคาตกลงมารุนแรงหลายวัน จนเมื่อวานตอนตลาดเปิด ราคาเริ่มเด้งขึ้น เลยแย๊บขวาเข้าไปเล็กน้อย ผ่านไปไม่กี่นาที ราคาก็ขยับขึ้นเรื่อยๆ มือใหม่อย่างผมเกิดอาการตกใจทำอะไรไม่ถูก เลยปล่อยให้ราคามันวิ่งไปเรื่อยๆ จนก่อนตลาดปิด ผมตัดสินใจตั้งขาย แต่ราคามันก็ยังไม่ขึ้นมาถึงจุดที่ผมตั้งขายซะที..
     เช้า 13 มิ.ย. 60 ตลาดเปิด ผมตั้งใจมาจากเมื่อวานแล้วว่าราคาเปิดมาเท่าไหร่ผมก็จะขาย ไม่อยากเก็บไว้นานให้ทรมานจิตใจ ปรากฏว่าราคาเปิดโดดมาตามที่ผมตั้งใจจะขายเมื่อวานพอดี ผมตัดสินใจขายหุ้นตัวนี้ออกทันที
ทุน 1.27 บาท ผมขายไปที่ 1.41 บาท
     สรุป ผมทำกำไรไป 11.37% จากหุ้นตัวนี้ในเวลาไม่ถึง 2 วัน แต่ครั้งนี้ผมอาจจะโชคดี ผมคงทำไม่ได้อย่างนี้บ่อยๆ จากตัวอย่าง เป็นการเล่นหุ้น (ที่ไม่มีแบบแผนห่าเหวอะไรเลย) แต่ที่ผมทำ แค่อยากลองบริหารจิตใจดูว่ามันจะตื่นเต้นขนาดไหนกันเชียว แต่พอได้ลองแล้ว วิธีนี้มันคงไม่เหมาะกับคนใจปลาซิวอย่างผมแน่ๆ 555+
     แนวทางหลักของผมก็คงจะเป็นการ ลงทุนในหุ้น ที่มีการวิเคราะห์ธุรกิจมาเป็นอย่างดี มีแผนการลงทุนที่ชัดเจน และซื้อในราคาที่สมเหตุสมผลจากการประเมินมูลค่าหุ้น ตามที่เคยเขียนไว้ในบทความก่อนหน้านี้...>>ติดตามอ่านบทความอื่นๆ คลิ๊กที่นี่!! 
 

วันอาทิตย์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เดินห้าง..ช้อปหุ้น..

     เชื่อว่าวัยรุ่น วัยจ๊าบอย่างเราๆ เดือนๆนึง ต้องไปเดินห้างอย่างน้อยเดือนละครั้ง บางคนอาจจะไปซื้อของใช้จำเป็นเข้าบ้าน ซื้อเสื้อผ้า ซื้อโทรศัพท์ ไปทำธุรกรรมทางการเงิน ไปเดินตากแอร์เล่นๆ ซื้ออีกหลายๆอย่างสารพัด และก็มีไม่น้อยที่บางคนพาครอบครัว พาคนรัก พาเพื่อนฝูง ไปหาอะไรกินอร่อยๆที่มีให้เลือกเต็มไปหมด ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนั้น

     ธุรกิจร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าเป็นเทรนปัจจุบันที่มีการแข่งขันกันสูงมากๆ ซึ่งหลายๆแบรนด์ก็ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และก็เร่งขยายสาขากันเป็นจำนวนมาก ทุกครั้งที่ผมมีโอกาสไปเดินเล่นตามห้างต่างๆ ผมก็จะสังเกตุผู้คนที่เข้าไปกินอาหารในร้าน และก็พบว่า มีร้านที่เป็นแบรนด์ยอดฮิตที่ผมสนใจอยู่หลายร้านทีเดียว ที่คนจะเต็มตลอด บางร้านถึงขั้นต่อคิวกันซื้อก็มี ในฐานะที่เป็นนักลงทุน(มือใหม่) กับสไตล์การลงทุนแบบง่ายๆโง่ๆก็เกิดความคิดอยากจะลงทุนในธุรกิจอาหารเข้าให้แล้ว..

     จริงๆในลิสต์ที่ผมทำการวิเคราะห์งบการเงินของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอาหารมีประมาณ 3 บริษัทที่จ้องจะเข้าไปซื้อ แต่พอประเมินมูลค่าหุ้นแล้วมันยังแพงมากจนซื้อไม่ลง สุดท้าย วันที่ได้สอยหุ้นกลุ่มนี้ก็มาถึง จริงๆแล้วบริษัทที่ว่านี้ทำธุรกิจหลักๆอยู่ 3อย่างด้วยกัน คือ ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และอื่นๆ ผมเข้าไปศึกษาธุรกิจ อ่านงบการเงิน อ่านทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับบริษัท ทำการประเมินมูลค่าหุ้นจนมั่นใจว่าจะลองแหย่ขาเข้าไปเป็นส่วงนึงของผู้ถือหุ้น

     วันประกาศงบการเงินไตรมาส 1/60 (น่าจะประมาณวันที่ 15 พ.ค. 60 ) ปรากฏว่ากำไรเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วไม่เป็นไปตามที่นักลงทุนคาดหวัง เกิดแรงเทขายหุ้นออกมาอย่างรุนแรง ราคาหุ้นลดลงไปจนถึงจุดที่ผมยอมรับได้ ผมไม่ลังเลที่จะสอยหุ้นตัวนี้เข้ามาในพอร์ตด้วยจำนวนเงินมหาศาล (100 หุ้น ฮ่าๆๆ) เพราะผมมองว่าธุรกิจนี้ยังสามารถเติบโตต่อไปในระยะยาว คนก็ต้องกินอาหารกันทุกวัน คนก็ต้องการที่อยู่อาศัยกันทุกคืน ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับปัจจัย4 ยังไงแม่งก็ไม่มีทางเจ๊งแน่ๆวะ ในที่สุดผมก็ได้เป็นหุ้นส่วนของบริษัทนี้เรียบร้อย
     อย่างที่เคยพูดไปในบทความที่แล้วว่า จำนวนเงินลงทุนผมยังน้อยนัก ถึงราคาหุ้นจะไม่เป็นไปตามที่ผมประเมินก็ไม่เป็นอะไรมาก ถือเป็นการเริ่มต้นเรียนรู้(ตามแนวทางที่ผมเลือก) คือ "ซื้อหุ้นให้เหมือนซื้อกิจการ" แล้วถือยาวๆตราบใดที่พื้นฐานธุรกิจยังไม่เปลี่ยน ต่อไปเวลาเดินห้างผมก็โม้กับใครต่อใครได้แล้วว่า "กูเป็นเจ้าของแบรนด์นี้เว้ยยย!!! 555+"

     >> ติดตามบทความอื่นๆ คลิ๊กที่นี่!! <<

วันจันทร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ลงทุนหุ้นตัวแรก

     วันนี้เป็นวันที่2 ที่ผมพาภรรยามาโรงพยาบาลจากอาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง หลังจากกลางดึกวันเสาร์ที่ต้องนอนรอดูอาการไปรอบนึง สามีอย่างผมก็ต้องทำใจ และก็ต้องเข้าใจหัวอกคนท้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เอาน่า!!สู้ๆจ้าแม่ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป...

     ระหว่างที่นั่งรอคุณแม่พบหมอ พร้อมกับอากาศที่ร้อนอบอ้าว กับญาติและคนไข้หนาตาหลายพันชีวิต (ตามสไตล์โรงพยาบาลรัฐ) นั่งมองนั่นนี่นู่น เลยนึกขึ้นได้ว่านี่เรายังไม่ได้เขียนแชร์ประสบการณ์ซื้อหุ้นตัวแรกนี่หว่า!! ว่าแล้วก็จับโทรศัพท์ขึ้นมาโซโล่ทันที...

     อย่างที่ผมเคยเล่าไปในบทความก่อนๆว่า ผมเริ่มลงทุนในกองทุนรวมมาได้ซักประมาณ2ปีกว่าๆแล้ว แต่ในระหว่างที่ค่อยๆสะสมเงินลงทุน ผมก็ได้ศึกษาหุ้นรายตัวคู่ขนานกันมาเรื่อยๆ ผมทำการคัดกรองหุ้นแบบง่ายๆโง่ๆ ตามแบบฉบับของพี่เอ (a-academy) โดยการศึกษาทาง youtube ฟังจนเรียกได้ว่าอินและเข้าเส้นไปแล้วเรียบร้อย คัดจนได้หุ้นใน list มาประมาณ 30 บริษัท ซึ่งมี 10 บริษัทที่เรียกได้ว่าติดตามเป็นพิเศษ ทำการศึกษาแนวโน้มเศรษฐกิจ ศึกษาธุรกิจอย่างละเอียด อ่านงบการเงิน อ่านรายงานประจำปี อ่าน56-1 อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง เฝ้าดูผลประกอบการรายไตรมาส ทำการประเมินมูลค่าหุ้น และสุดท้ายเฝ้าดูพฤติกรรมราคา....
     แม่ง!!เขียนอะไรยาวจังวะ มึงบอกมาเลยดีกว่า มึงซื้อตัวไหน?? 555+
     นี่เป็นการประเมินมูลค่าหุ้นตัวแรกของผม วิธีการประเมินมูลค่าหุ้นหาดูได้ที่  www.a-academy.com (ไว้ตอนหน้าผมจะมาเล่ารายละเอียดให้ฟังครับ) เป็นหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล ซึ่งหุ้นบริษัทนี้ นักลงทุนประเมินมูลค่าไว้สูงมาก เนื่องจากคาดหวังการเติบโตในระยะยาวของบริษัทที่คาดว่าในอนาคตประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้คนเจ็บป่วยมากขึ้น เข้าโรงพยาบาลกันมากขึ้น สังคมชนชั้นกลางเพิ่มขึ้น มีกำลังซื้อมากขึ้น ทำให้ต้องการความสะดวกสบายในโรงพยาบาลเอกชน ฯลฯ

     สอดคล้องกับการคาดการณ์ของคนส่วนใหญ่ รายได้และกำไรของบริษัทเติบโตต่อเนื่องมา 3-4 ปีติดต่อกัน ราคาหุ้นก็สะท้อนมูลค่าโดยการปรับตัวขึ้นมาตลอด ผมเฝ้ามองหุ้นบริษัทนี้ด้วยความอิจฉาคนที่ถือหุ้นอยู่ ป่านนี้คงกำไรมหาศาลกันทุกคนแล้ว

     จนถึงเมื่อปลายปี ก.ย.59 บริษัทมีข่าวเทคโอเวอร์กิจการโรงแรมแห่งหนึ่งมูลค่าหลักหมื่นล้านบาท เพื่อก่อสร้างศูนย์สุขภาพครบวงจร นักลงทุนเริ่มเทขายหุ้น เพราะคาดการณ์ว่าผลประกอบการณ์จะลดลงจากเงินลงทุนก้อนโต ราคาหุ้นก็ลดลงมาเรื่อยๆตั้งแต่นั้นมา

     15 พ.ค. 60 บริษัทประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/60 มีผลกำไรลดลงประมาณ 24% เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว

     16 พ.ค. 60 คนรอบข้างส่วนใหญ่ใจจดใจจ่อกับการลุ้นหวย แต่ผมเข้าซื้อหุ้นตัวนี้หลังจากที่ราคาลดลงจากเมื่อวานประมาณ 7% และราคาต่ำสุดในรอบ 1 ปีครึ่ง

    ผมอาจจะประเมินมูลค่าผิดพลาดไปบ้าง ราคาอาจจะไม่สมเหตุสมผลตามอารมณ์ของตลาด แต่ด้วยความที่เป็นหุ้นตัวแรก เงินลงทุนผมยังน้อยนัก ถึงแม้ราคาหุ้นจะตกจนผมขาดทุนเกิน 50% ในระยะสั้นก็ตาม ผมก็ยังเชื่อลึกๆว่า ในเมื่อผมเลือกบริษัทที่พื้นฐานดี ราคาสมเหตุสมผล มีส่วนเผื่อความปลอดภัย ต่อให้ราคาจะลงไปถึงจุดไหน สุดท้ายในระยะยาว ราคาหุ้นก็จะปรับสมดุลไปหาผลประกอบการ บริษัทอยู่ได้ เราก็ไม่มีทางเจ๊งจนถึงขาดทุนเงินทั้งหมด(เหมือนซื้อหวย)อย่างแน่นอน...

ติดตามบทความอื่นๆ คลิกที่นี่!!

วันอาทิตย์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2560

วางแผนมีทายาท วางแผนการลงทุน

   
     คำถามยอดฮิตที่ผมและภรรยาต้องตอบตลอดระยะเวลา 3 ปีกว่าๆหลังจากแต่งงาน (เมื่อ 9 ม.ค. 57) คือ "เห็นแต่งกันมาตั้งนานแล้ว เมื่อไหร่จะมีลูก" สารภาพตามตรงว่าเราอยากมีตั้งแต่แต่งงานใหม่ๆแล้วครับ และส่วนใหญ่ คนที่แต่งงานกัน ก็อยากมีลูกกันทั้งนั้นแหละ
 
     แต่..แหม!! เขียนเรื่องวางแผนเก็บเงิน วางแผนลงทุนมาก็เยอะ จะไม่เขียนเรื่องวางแผนมีทายาทได้ไง เสียชื่อทิดหรรมแหล่หมด 555

     สืบเนื่องจากการที่เราเริ่มวางแผนเก็บออมลงทุนมาเป็นเวลา 2 ปีกว่าๆ ด้วยความที่ในช่วงนั้นเงินเก็บผมแทบไม่มีเลย มีแต่หนี้ จะมีก็แต่เงินเก็บของภรรยาเล็กๆน้อยๆ เกิดมีลูกขึ้นมาจะมีปัญญาเลี้ยงลูกมั้ยวะ?? เราก็เริ่มคุยกันว่า เมื่อไหร่ที่เรามีเงินเก็บถึงเป้าที่วางไว้ค่อยมีก็แล้วกัน..

     ผ่านมากินเวลากว่า 3 ปี เป้าหมายที่วางไว้ก็สำเร็จ เราเลิกคุมกำเนิดเมื่อ ก.พ.60 ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ก็น่าจะมีข่าวดีให้ชื่นใจซะที...

ผลตรวจเมื่อ 24 เม.ย.60


     ส่วนแผนการบริหารเงินให้กับทายาทนั้น ด้วยผลตอบแทนอันน้อยนิดของดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ (ผมชอบเรียกมันว่าดอกเบี้ยไม่เต็มบาท) เราจึงใช้ "กองทุนตราสารหนี้" เป็นแหล่งพักเงิน และช่วยเพิ่มผลตอบแทน ในระยะสั้นถึงกลาง เป็นค่าใช้จ่ายทั่วไปของลูก และใช้ "กองทุนหุ้น" เป็นกองทุนการศึกษาลูก เพื่อเร่งผลตอบแทนในระยะกลางถึงยาว ระหว่างที่ยังไม่ได้ใช้เงิน เราก็จะเติมเงินเข้าไปใน 2 กองทุนนี้ไปเรื่อยๆเพื่อสร้างวินัยและให้เพียงพอกับรายจ่ายในอนาคตต่อไป...

>>ติดตามอ่านบทความอื่นๆ คลิกที่นี่!! <<

วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2560

อัพเดต งบดุลส่วนบุคคลประจำปี

   
     หนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับอายุที่เข้าเลข 3 อย่างรวดเร็วเช่นกัน ช่วงหยุดยาวปีใหม่มัวแต่เพลินไปหน่อย เลยไม่ได้มาอัพเดตเรื่องราวการเงินการลงทุนไว้เตือนสติตัวเอง!! (เขียนไว้ เผื่ิอจะเตือนสติคนที่หลงเข้ามาอ่านได้บ้าง อิอิ)
 
     เมื่อต้นปี 2559 ผมได้บันทึกงบดุลของตัวเอง (รวมกับภรรยาด้วยจ้า แหะๆ) เก็บไว้เป็นข้อมูลพร้อมกับแชร์ให้เพื่อนๆได้ไปปรับใช้กัน ดูบทความเก่าที่ลิงค์นี้เลยเด้อ>> แชร์วิธีการจัดทำงบการเงิน
     เพื่อสร้างวินัยที่ดี ผมจึงได้จัดทำงบดุลประจำปี 2560 พร้อมกับเปรียบเทียบงบดุล ปี 2559 มาดูกันว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงยังไงกันบ้างครับ..


     ผมขอโชว์ข้อมูลเป็นเปอร์เซ็นต์(%) แทนการใช้จำนวนเงินเป็นบาทนะครับ (เพื่อไม่ให้กระทบความมั่นคง 555 ^_^) ตารางอาจจะดู งงๆนิดๆนะครับ สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย ในตารางจะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ สินทรัพย์ หนี้สิน และความมั่งคั่งสุทธิ
     
     ดูที่ไฮไลต์สีเขียวเลยละกันครับ   ความมั่งคั่งสุทธิ = สินทรัพย์ - หนี้สิน

     จากตารางจะเห็นได้ว่าความมั่งคั่งสุทธิของผมเพิ่มขึ้น จาก 20.9% เป็น 39.9% นั่นหมายความว่า ผมสามารถสร้างสินทรัพย์เพิ่มขึ้น และลดหนี้สินลงได้อีก 19% ฉะนั้น หากผมยังสามารถรักษาวินัยโดยการเพิ่มสินทรัพย์ ลดหนี้ ไปเรื่อยๆ ความมั่งคั่งสุทธิก็สูงขึ้นเรื่อยๆ จนเข้าใกล้ 100% ในไม่กี่ปีข้างหน้า
     เลยอยากเชิญชวนเพื่อนๆให้มาสร้างงบดุลหรืองบแสดงสถานะทางการเงินกันนะครับ เราจะได้ทราบถึงสถานะทางการเงินของเรา เพื่อที่จะสามารถวางแผนการเงิน การลงทุน อย่างเป็นระบบต่อไปครับ ..

     >> ติดตามบทความอื่นๆ คลิ๊กที่นี่!! <<
   

วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2559

แตกต่าง อย่าง สร้างสรรค์


      ผมขอนำบทความบทหนึ่ง ของ หนังสือ The Millionaire FastLane โดย MJ DeMarco ผู้แปลก็คือ โค้ชหนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธ์ุ อาจารย์ทางการเงินของผมนั่นเอง
 
      หลังจากอ่านหนังสือเล่มดังกล่าวเป็นรอบที่ 2 ผมก็มาสะดุดกับหัวข้อเรื่องที่ชื่อ "จงหันหลังให้กับมลพิษลมต้าน" เนื้อหาจะประมาณว่า...
     "คุณต้องหันหลังให้กับผู้คนที่พ่นมลพิษลมต้านใส่คุณ ถ้าคุณไม่ระวังให้ดี ชีวิตจะถอยหลังลงคลองเข้าสู่วงจรซ้ำๆที่เป็นเรื่องปกติของสังคม คือ ตื่นเช้า ไปทำงาน กลับบ้าน กินข้าวเย็นร้านหรู ดูละครหลังข่าว เข้านอน แล้วก็วนซ้ำแบบนี้อีกวันแล้ววันเล่า กว่าจะรู้ตัวก็ผ่านเลยไป 30 ปี 40 ปีแล้ว ร่างกายก็เริ่มร่วงโรย ได้แต่เฝ้าคำนึงถึงอดีตที่แก้ไขอะไรไม่ได้"
                  โดน!! เต็มๆ โดนโคตรๆ โดนเอี้ยๆ
     ผมเริ่มทำอะไรบางอย่างที่ "แตกต่าง" จากคนส่วนใหญ่มาซักประมาณ 2 ปี ซึ่งก็ยังไม่แน่ใจว่ามันจะประสบความสำเร็จขนาดไหน แต่ที่แน่ๆ ผมได้หันหลังให้กับมลพิษลมต้านมาได้ประมาณนึงแล้ว ผมเชื่อเสมอว่า สิ่งที่เลือกในวันนี้จะเป็นตัวกำหนดอนาคตทางการเงินของผม ผมแน่ใจและมั่นใจว่าเลือกถูก ถึงแม้ว่าผมจะเลือกผิด ผมก็ต้องมีชีวิตอยู่กับผลลัพธ์จากการเลือกนี้แน่นอน..



     ลมต้านส่วนใหญ่ที่ชอบเข้ามาพัดผมจนเซ มักจะมีข้ออ้างหลักๆอยู่ 2 ข้อ คือ ไม่มีเวลา และ ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง...
     คนเราขี้เกียจ คนเราชอบให้มีคนเอามาส่งถึงที่ คนเราไม่อยากอ่าน ไม่อยากเชื่อมโยงจุดต่างๆ พวกเขาต้องการให้ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยมาให้เลย สุดท้าย ก็ไม่พ้นการพนัน เสี่ยงโชค หรือไปลงทุนในอะไรที่ไม่เข้าท่า

       >> ติดตามบทความอื่นๆ คลิ๊กที่นี่!! <<

วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เรียนรู้ เพื่อ จัดการกับอารมณ์ของตลาดหุ้น


     วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วมากๆ นี่ก็ใกล้จะสิ้นปีเข้ามาทุกทีๆ ช่วงนี้เริ่มมีพี่ๆน้องๆ ที่ทั้งรู้จักและไม่รู้จักมากหน้าหลายตาเริ่มโชว์พอร์ตเขียวๆจากตลาดหุ้น กำไรเท่านั้นเท่านี้ออกมาเรื่อยๆ ตลาดทั้งในประเทศ และหลายๆประเทศดูสดใส จนอดใจกันไม่ค่อยจะได้นักที่จะบินเข้ากองไฟ..

ถามว่า : แล้วผมได้เข้าไปซื้อขายหุ้นในช่วงนี้มั้ย??
ตอบแบบหล่อๆเลยว่า : ผมยังไม่มีพอร์ตหุ้นเลยด้วยซ้ำ  (เอ้า!! แล้วมึงจะพูดทำแมวน้ำทำไมวะ 555)

ที่มา http://news.mthai.com/

ต้องกลับไปที่บทความเก่าๆ ของผมที่เคยเขียนไว้ ชื่อเรื่องว่า จุดเริ่มต้นการลงทุน ประเด็นหลักๆ คือ

     "ผมตั้งเป้าหมายการลงทุนแบบง่ายๆโง่ๆไว้ว่า ทุกๆเดือนจะใส่เงินลงทุน (ในกองทุนรวม) เข้าไป อย่างน้อย 20% ของเงินเดือน สะสมไปเรื่อยๆ โดยยังไม่คาดหวังผลตอบแทนอะไรมาก ระหว่างนี้ก็ศึกษาการลงทุนรูปแบบอื่นๆควบคู่กันไปด้วย ทั้งเรื่องของการทำธุรกิจ ลงทุนหุ้นรายตัว ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ขายของออนไลน์ เขียนบทความออนไลน์ ฯลฯ.."

     ทุกๆเดือน ผมก็ทำตามเป้าหมายที่ผมเคยเขียนไว้ตั้งแต่ ม.ค.58 แถมยังได้มากกว่าแผนด้วยซ้ำ เพราะ ผมใส่เงินลงทุนในกองทุนประเภทต่างๆ ไปประมาณ 30-35% ของเงินเดือนทุกๆเดือน และยังศึกษา อ่านหนังสือ ฟังสัมมนา เรื่องการลงทุนรูปแบบต่างๆอย่างสม่ำเสมอ สองสิ่งนั้นก็คือ "การทำธุรกิจ"และ "หุ้นรายตัว" ที่ผมเน้นเป็นพิเศษว่านี่แหละ จะเป็นสินทรัพย์การลงทุนเปลี่ยนชีวิตของผมได้

     คำถามต่อมา แล้วทำไมยังไม่ลงทุนในธุรกิจ และหุ้นรายตัวอีกล่ะ?? (ถามเองตอบเอง)
ตอบแบบหล่อๆอีกนั่นแหละ : 
     1.ธุรกิจ ในความหมายของผม คือ ารเป็นเจ้าของกิจการ >> เจ้าของกิจการต้องสามารถควบคุมกิจการ ซึ่งไม่ว่าเราจะอยู่หรือไม่อยู่ดูแลกิจการ เงินก็จะไหลเข้ากระเป๋าเราตลอดเวลา แตกต่างจากการทำธุรกิจส่วนตัว ที่เราต้องเอาเวลาไปแลกกับเงิน (ซึ่งผมก็กำลังทำควบคู่ไปกับงานประจำ) ที่เราไม่มีอำนาจควบคุม ต้องใช้ทั้งพลังแรงกายและแรงใจ เพราะถ้าหยุด ท้อแท้ ขี้เกียจเมื่อไหร่ ก็ไม่สามารถทำเงินได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนทำธุรกิจส่วนตัวจะร่ำรวยไม่ได้นะครับ เขียนดักไว้ก่อน เดี๋ยวผมหลบตรีนไม่ทัน 555
    
     2.หุ้น ผมเลือกแนวทางการลงทุนที่ชัดเจนไว้แล้วว่า ผมจะเป็นนักลงทุนระยะยาว จะเรียกว่า สไตล์นักลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investor) ก็ยังมิอาจเอื้อม เพราะผมยังห่างไกลจากพี่ๆและอาจารย์สาย VI ทั้งหลายนัก ผมจะพยายามสะสมเงินลงทุนไปเรื่อยๆ ไม่ได้เร่งรีบอยากรวยเร็ว แล้วเอาเงินเล็กๆน้อยๆไปเก็งกำไร ซื้อๆขายๆ เพราะ ผมคิดว่า ผมยังไม่มีความสามารถมากถึงขนาดที่จะเปลี่ยนเงินหลักหมื่นหลักแสน เป็นเงินหลักสิบล้านร้อยล้านในระยะเวลาสั้นๆ


     >> ติดตามบทความอื่นๆ คลิ๊กที่นี่!! <<

วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2559

LTF & RMF ขุมทรัพย์สำหรับผู้เสียภาษี

 
     ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่(ที่รู้จักมักคุ้นกันกับผม) ไม่เคยรู้จัก กองทุนฝาแฝด ที่ ชื่อว่า LTF และ RMF หรือหลายคนอาจจะเคยได้ยิน แต่ไม่คิดที่จะใช้ประโยชน์จากมันเท่าไหร่หรอก ฉะนั้นบทความนี้ผมจะเขียนเก็บไว้เผื่อว่าวันนึงจะมีซักคนที่เอามันไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามสิทธิ์ที่เราควรได้รับ แล้วไอ้เจ้า LTF&RMF มันคืออะไร มาเริ่มทำความรู้จักกันเลยครับ...

LTF คืออะไร ?
     LTF ย่อมาจาก Long Term Equity Fund เป็นกองทุนรวมประเภทหนึ่ง ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการลงทุนในตลาดหุ้นระยะยาว โดยผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด 

       ผลตอบแทนนักลงทุนจะได้รับ คือ
1.เงินลงทุนสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ (กำไรแน่ๆ ส่วนคำอธิบายพร้อมภาพประกอบด้านล่าง)
2.กำไรจากมูลค่าส่วนต่าง (เช่น ซื้อหน่วยลงทุน 10 บาท/หน่วย เมื่อครบ 7ปีปฏิทิน ขายที่ 15 บาท/หน่วย กำไร 50%)
3.กำไรจากเงินปันผล (กรณีเลือกกองที่มีนโยบายจ่ายปันผล)

           เงื่อนไขของ LTF
1.ลงทุนได้สูงสุด 15% ของเงินได้ที่ต้องนำมาคำนวณภาษี
2.ซื้อปีไหน ใช้ลดหย่อนภาษีปีนั้น ไม่ต้องลงทุนต่อเนื่อง
3.ต้องถือลงทุนอย่างน้อย 7 ปี นับปีปฏิทิน (สามารถถือนานกว่านั้นได้)

RMF คืออะไร ?
     RMF ย่อมาจาก Retirement Mutual Fund เป็นกองทุนรวมเพื่อการเกษียณอายุประเภทหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งในการออมเงินไว้ใช้ในวัยเกษียณ ที่ทางการให้การสนับสนุน สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ลงทุนเพื่อเป็นแรงจูงใจ

          เงื่อนไขของ RMF
1.ลงทุนได้สูงสุด 15% ของเงินได้ที่ต้องนำมาคำนวณภาษี เมื่อรวมกับเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/กบข. และเบี้ยประกันแบบบำนาญ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
2.ต้องลงทุนต่อเนื่อง โดยขั้นต่ำ 3%ของรายได้ หรือ 5,000 บาท และสามารถเว้นการลงทุนได้ปีเว้นปี
3.สามารถขายได้เมื่ออายุครบ 55ปีบริบูรณ์ และต้องลงทุนอย่างน้อย 5 ปี

พอรู้จัก LTF&RMF กันพอสมควรแล้วนะครับ ทีนี้มาถึงการคำนวณฐานภาษีเพื่อที่จะรู้ว่าเราจะต้องซื้อกองทุนกันเท่าไหร่ดี และวิธีคัดเลือกกองทุน ในที่นี้ผมขอยกตัวอย่าง การคัดเลือก LTF นะครับ...

คำนวณการซื้อ LTF&RMF (ที่มา : http://www.kasikornasset.com/Pages/CalTax.html )

ขั้นตอนที่ 1 : กรอกรายได้ 
ผมสมมุติให้ นายแหล่ มีเงินเดือน 35,000 บาท โบนัส ดอกเบี้ย เงินปันผล รายได้อื่นๆ ไม่มี

ขั้นตอนที่ 2 : กรอกรายการลดหย่อนและบริจาค 
มีค่าใช้จ่ายในการลดหย่อน เป็น ค่าเบี้ยประกันชีวิต 10,000 บาท และ ค่าดอกเบี้ยเงินกู้บ้าน 10,000 บาท
ขั้นตอนที่ 3 : สรุปผล 


   =>> กรณีนี้ นายแหล่ ลงทุน LTF ไป 40,000 บาท และ RMF ไป 40,000 บาท ฉะนั้น ภาษีที่ประหยัดได้ 4,000 บาท (ได้แน่ๆยังจะไม่เอาอีกหรือ??)  คลิก คำนวณภาษีได้ ที่นี่เลยจ้า!!

วิธีการคัดเลือก LTF

ที่มา : www.siamchart.com
     ผมใช้วิธีคัดกรองโดยดูผลตอบแทนย้อนหลัง จาก เลือกกองทุน LTF คลิกที่นี่!!  (ไม่เฉพาะ LTF นะครับ กองทุนประเภทอื่นก็มีเหมือนกัน) ในที่นี้จะมีทั้งสิ้น 10 กองทุนที่มีผลตอบแทนย้อนหลังดีที่สุด

....เริ่มเห็นภาพมากขึ้นยังครับ??  (เห็น เ-ี้ย อะไรล่ะ กูยิ่งงงกว่าเดิม 555)....
     
    ไม่ใช่ว่าเราจะดูแค่ผลตอบแทนย้อนหลังของกองที่ดีที่สุดแล้วซื้อเลย ยังมีองค์ประกอบที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม เช่น ความสะดวกในการซื้อกองทุนนั้นๆ ค่าธรรมเนียม ขนาดกองทุน สไตล์การลงทุน การกระจายการลงทุน นโยบายเงินปันผล ฯลฯ  
     ซึ่งข้อมูลต่างๆเหล่านี้ท่านสามารถดาวน์โหลด จาก www.wealthmagik.com แล้วนำ Fund Factsheet ของแต่ละกองทุนมาเปรียบเทียบตามตัวอย่างข้างบน หลังจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับทุกท่านแล้วล่ะครับ ว่าจะเลือกกองทุนไหนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแผนการความมั่งคั่งของเรา สำหรับผมคงชี้เป้าให้ทุกท่านไม่ได้ เดี๋ยวเกิดผลตอบแทนไม่เป็นไปตามคาดขึ้นมาผมคงเป็นหมาหัวเน่าแน่ๆ 555555

"ขอความมั่งคั่ง จงสถิตย์แก่ทุกท่านที่มุ่งมั่นครับ"

                                                                                              
       >> ติดตามบทความอื่นๆ คลิ๊กที่นี่!! <<

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2559

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ..สวัสดิการชั้นยอดของมนุษย์เงินเดือน..

 
     เมื่อ 2-3 วันที่แล้ว ผมได้ยินผู้บังคับบัญชาพูดคุยให้ฟังเรื่อง การจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในมหาวิทยาลัย ซึ่งก็คือ ม.ราชภัฏชัยภูมิ ที่ผมทำงานในปัจจุบัน นั่นเอง

     สาระสำคัญคือ ทางผู้บริหารเริ่มเกริ่นเรื่องนี้ขึ้นมา คล้ายๆว่า เป็นการเช็คเสียงส่วนใหญ่ (คล้ายๆการลงประชามติที่คุ้นเคย อิอิ) ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะจริงเท็จประการใด

     แต่สำหรับบุคลากรตัวน้อยๆอย่างเราหรือสำหรับลูกจ้างหน่วยงานอื่นๆ ที่ยังไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกกองทุนฯ ก็คงต้องเตรียมพร้อมไว้ก่อนว่า ไอ้เจ้า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) หน้าตามันเป็นยังไง??...

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund)

     กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คือ กองทุนที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันจัดตั้งขึ้น โดยเงินของกองทุนมาจากเงินที่ลูกจ้างจ่ายส่วนหนึ่งเรียกว่า "เงินสะสม“ และนายจ้างจ่ายเงินเข้าอีกส่วนหนึ่งเรียกว่า "เงินสมทบ” กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นลักษณะของสวัสดิการที่นายจ้างมีให้กับลูกจ้างเพื่อเป็นหลักประกันทางการเงินให้แก่ลูกจ้างที่เป็นพนักงานบริษัทเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจต่างๆ โดยอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐผ่านกฎหมายที่เรียกว่า “พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ความสำคัญของ การจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นอกจากจะทำให้ลูกจ้างมีการออมอย่างต่อเนื่อง มีวินัย และมีนายจ้างช่วยออมแล้วยังมีการนำเงินไปบริหารให้เกิดดอกผลงอกเงยโดยผู้บริหารมืออาชีพ และดอกผลที่เกิดขึ้นจะนำมาเฉลี่ยให้กับสมาชิกกองทุนทุกคนตามสัดส่วนของเงินที่แต่ละคนมีอยู่ในกองทุน 


ที่มา www.mfcfund.com
สวัสดิการชั้นยอด 3 ข้อหลักๆ ดังนี้
   
     1. เราสะสมเท่าไหร่ นายจ้างสมทบเท่านั้น หรือ มากกว่า เช่น เดือนที่ 1 ; 1,000+1,000 = 2,000 บาท เรากำไรแน่ๆ 100%
   
      2. ผลประโยชน์ทางภาษี
2.1) จากเงินสะสม เช่น ปี 2560 เราสะสมได้ 20,000 บาท สามารถนำไปยื่นลดหย่อนภาษีได้
2.2) กำไรจากผลการดำเนินงาน ไม่ต้องเสียภาษี
2.3) เมื่อเกษียณอายุ ลาออกจากกองทุนฯ สมมุติได้เงิน 2ล้านบาท ไม่ต้องเสียภาษี
   
      3.เป็นการบังคับให้เราออม/ลงทุน อย่างต่อเนื่อง สมมุติให้เราออมเองทุกๆเดือน ฟังเหมือนง่าย แต่มีซกกี่คนที่ทำได้ แค่เงินจะแ...ก แต่ละเดือนยังไม่พอเล้ยยยย จริงมั้ยครับ??

นโยบายการลงทุน
     จะขึ้นอยู่กับ คณะกรรมการกองทุนฯ แต่งตั้งมาจาก ฝ่ายนายจ้าง+ฝ่ายลูกจ้าง ซึ่งจะเป็นผู้คัดเลือกบริษัทจัดการกองทุนฯ และ เป็นผู้กำหนดนโยบายการลงทุน ซึ่งแบ่งได้ 2 ข้อหลักๆ ดังนี้

     1. ทุกคนลงทุนนโยบายเดียวกัน (ผมขอเรียกมันว่า นโยบายหัวโบราณ) => คือ ลูกจ้างไม่มีสิทธิ์เลือกสัดส่วนการลงทุนใดๆ ซึ่งส่วนมากนโยบายพวกนี้ อัตราผลตอบแทนจะต่ำ ความเสี่ยงต่ำ แพ้เงินเฟ้อ

     2. Employee's Choice => ลูกจ้างมีทางเลือกเป็นของตัวเอง
2.1) Menu Plan เหมาะสำหรับคนที่มีความรู้ไม่มากนัก
2.2) Free Hand ยืดหยุ่นได้มาก เลือกได้อิสระ เหมาะสำหรับคนที่มีความรู้ ความเข้าใจด้านการลงทุนเป็นอย่างดี

ผลตอบแทนการลงทุน
     จะขึ้นอยู่กับแผนการลงทุนที่เราเลือก โดยผมจะยกตัวอย่างง่ายๆ ซึ่งเป็นเพียงการคาดการณ์ในเบื้องต้นเท่าน้ั้น โดยการกรอกตัวเลขลงใน excel ให้ดูผลตอบแทนในลักษณะต่างๆ 3 ลักษณะ ดังนี้

แบบที่ 1 รับความเสี่ยงได้ต่ำ (ลงทุนในตราสารหนี้ 100%) เงื่อนไขคือ เริ่มลงทุน อายุ 25 ปี เงินเดือนเริ่มต้น 20,000 บาท เงินเดือนขึ้น 5%ต่อปี เงินสะสม 5% เงินสมทบ 5%  คาดหวังผลตอบแทน 3% ต่อปี เมื่อเกษียณ จะมีเงินทั้งสิ้นประมาณ 1,880,000 บาท
ที่มา www.a-academy.net

แบบที่ 2 รับความเสี่ยงได้ปานกลาง (ตราสารหนี้ 50% หุ้น 50%) เงื่อนไขคือ เริ่มลงทุน อายุ 25 ปี เงินเดือนเริ่มต้น 20,000 บาท เงินเดือนขึ้น 5%ต่อปี เงินสะสม 5% เงินสมทบ 5%  คาดหวังผลตอบแทน 6% ต่อปี เมื่อเกษียณ จะมีเงินทั้งสิ้นประมาณ 3,000,000 บาท
ที่มา www.a-academy.net

แบบที่ 3 รับความเสี่ยงได้สูง (หุ้น 90%-100%) เงื่อนไขคือ เริ่มลงทุน อายุ 25 ปี เงินเดือนเริ่มต้น 20,000 บาท เงินเดือนขึ้น 5%ต่อปี เงินสะสม 5% เงินสมทบ 5%  คาดหวังผลตอบแทน 10% ต่อปี เมื่อเกษียณ จะมีเงินทั้งสิ้นประมาณ 6,500,000 บาท
ที่มา www.a-academy.net
      >> ติดตามบทความอื่นๆ คลิ๊กที่นี่!! <<

วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ความรัก กับ การลงทุน


     "อิจฉาเจ้าแท้ ได้หยุดยาวตั้ง 5 วัน (120ชั่วโมง)  ข่อยได้หยุดแค่ 32 ชั่วโมง เอง" คำตัดพ้อของภรรยาแสนสวยของผม ระหว่างขับรถกลับจากทริปหยิบหมอก หยอกดอกกระเจียว 1คืน 1วัน ศิริเวลารวม 12 ชั่วโมง แต่มันช่างเป็น 12 ชั่วโมงที่คุ้มค่า มีความสุขจริงๆ..

ทุ่งดอกกระเจียว@ชัยภูมิ 18/07/59
      เอ้า!! เข้าเรื่องกัน แล้วไอ้คำว่า "ความรัก กับ การลงทุน" มันเกี่ยวข้องอะไรกันวะ??  คำตอบคือ ที่จริงมันไม่เกี่ยว เ-ี้ย อะไรหรอก แต่ผมจะทำให้มันเกี่ยว 555
     
      ด้วยประโยคตัดพ้อจากภรรยาผม พร้อมกับน้ำตาคลอนิดๆ กับคำพูดเสริมที่ว่า "เมื่อไหร่เราจะรวย ข่อยอยากลาออกไปอยู่บ้านแล้ว" อันที่จริงประโยคนี้ผมจะได้ยินบ่อยๆในเวลาที่ภรรยาผมรู้สึกท้อแท้ เหนื่อย หมดกำลังใจ ถ้าเป็นเมื่อ 2 ปีก่อน ผมก็ได้แต่ปลอบใจเค้าเป็นครั้งๆไป โดยยังไม่มีเป้าหมายอะไรเลย จนมาถึงทุกวันนี้ เรามีเป้าหมายที่ชัดเจน เป็นรูปเป็นร่าง เพียงแต่ต้องใช้เวลาซักระยะ ผมเลยตอบเค้ากลับไปว่า "ข่อยกะบ่ได้หยุดคือเจ้านั่นล่ะ ช่วงหยุดข่อยกะลงทุน แต่เป็นการลงทุนในความรู้ คืออ่านหนังสือ พัฒนาตนเอง พัฒนาทักษะการลงทุน การใช้ชีวิต เจ้าอย่าน้อยใจไปเลย ต่างคนต่างทำหน้าที่กันไป ซักวัน วันที่เราตั้งเป้าหมายไว้มันต้องมาถึงแน่ๆ..."


      ก่อนวันหยุดยาว 1สัปดาห์ ผมเดินเข้าไปที่ SE-ED กะว่าไปหาหนังสือไว้อ่านช่วงวันหยุดซักเล่ม แต่ไม่คิดว่าจะไปเจอหนังสือเล่มนี้ เพราะ เคยไปถามกับพนักงานอีกสาขานึงแล้ว กะจะให้เค้าสั่งซื้อเล่มนี้ให้ แต่พนักงานก็บอกว่า เล่มนี้เลิกผลิตไปนานแล้ว ทันทีที่กรอกตามองบน เจอเล่มนี้เข้า ไม่ลังเลเลยครับ หยิบไปจ่ายเงินทันที เพราะอะไรมึงถึงตื่นเต้นขนาดนั้นวะ??  
     
      ก็เพราะจากที่ผมศึกษาการลงทุนแบบเน้นคุณค่าจากหลายๆท่าน ทุกท่านแนะนำให้อ่านหนังสือเล่มนี้ถ้าคุณอยากเป็นนักลงทุนผู้ชาญฉลาด และก็ไม่ผิดหวังครับ หลังจากที่อ่านไปได้ 500กว่าหน้า ผมรู้เลยว่า เล่มนี้แม่งใช่เลยว่ะ โคตรเป็นบุญเลยที่หามาครอบครองจนได้ (จากทั้งหมด 800หน้า หนังสือบ้าอะไรหนาชิบหาย!! ใครจะไปอ่านไหว แต่บ่ใช่ปัญหา สำบายมาก ยิ่งอ่านยิ่งสนุก) 

      สุดท้าย ผมอยากให้กำลังใจทุกคนที่รู้สึกท้อ หมดหวัง หมดกำลังใจ มืดมนหนทาง ต้องลุกขึ้นมาสู้ใหม่ สำหรับคนที่มีครอบครัว ต้องมอบความรัก ให้กำลังใจกัน ทำทุกวันให้มีความสุข ตั้งเป้าหมายร่วมกัน แล้วทำทุกวิถีทางเพื่อเดินทางไปสู่เป้าหมายให้ได้ ผมกับภรรยาก็เป็นคนธรรมดาคนนึง ที่ฝันใหญ่ และพยายามเดินตามฝัน แม้จะยังไม่เข้าใกล้ความสำเร็จ แม้ระหว่างทางจะมีอุปสรรคมากมาย แต่ผมเชื่อว่าไม่มีอะไรจะมาขัดขวางเป้าหมายของเราได้ สู้ๆๆ!!!

     >> ติดตามบทความอื่นๆ คลิ๊กที่นี่!! <<

วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2559

แชร์วิธีการทำงบการเงินส่วนบุคคล


     ปัญหาใหญ่ที่มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆท่านๆ รวมทั้งผม(ในอดีต) พบเจอ คือ เงินเดือนไม่พอใช้ หมุนเงินไม่ทัน ใช้จ่ายเกินตัว พอเงินไม่พอใช้ ก็ต้องหยิบยืม กู้บ้าง ทั้งในระบบ นอกระบบ ปัญหามันเกิดจากการไม่ควบคุมค่าใช้จ่าย ไม่มีการวางแผน ไม่รู้ว่าสถานะทางการเงินของเราอยู่ ณ จุดไหน ฉะนั้น ใครที่มีปัญหาในเรื่องนี้ ตามผมมาครับ...เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง จะทำตามหรือไม่ ก็สุดแล้วแต่นะครับ...

     เหตุเกิดจาก สมัยผมเริ่มทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนใหม่ๆ ด้วยเงินเดือนอันน้อยนิดของวิศวกรโรงงานโสดๆคนนึง ที่เฝ้ารอแต่เงินเดือนตอนสิ้นเดือน ใช้จ่ายแบบไม่คิดอะไร ภาระไม่มี หนี้สินก็ยังไม่มี เป้าหมายห่าเหวอะไรก็ยังไม่มี พอเริ่มทำงานมาซักพัก ก็เหมือนคนทั่วไป เริ่มมีรถยนต์ ภาระหนี้สินเริ่มมา และก็เป็นหนี้ที่หนักซะด้วย สุดท้ายก็เข้าคอนเซ็ป "เงินเดือนอยู่กับเราถึงวันที่5 แต่มาม่าอยู่กับเราทั้งเดือน" ซักพักก็อยากมีเมีย ทีนี้ล่ะครับ ถึงเริ่มจะคิดได้นิดๆ

     ข้ามไปตอนที่หลังจากแต่งงานใหม่ๆ ปัญหาครอบครัวเริ่มมาเยือน ด้วยความที่เงินเดือนผมก็น้อยนิดอยู่แล้ว ไหนจะมีหนี้สินติดตัวมาอีก ส่วนภรรยาผม เงินเดือนมากกว่าผมพอสมควร หนี้สินก็ไม่มี ใช้จ่ายก็ประหยัด มีเงินเก็บ เลี้ยงดูครอบครัวเป็นอย่างดี พอเริ่มใช้ชีวิตร่วมกันตามประสาข้าวใหม่ปลามัน ก็ใช้เงินกันแบบไม่คิดชีวิต ไม่คิดถึงอนาคต เงินมีเท่าไหร่ใช้แม่มหมด พอหมด ก็เริ่มรบกวนเงินเก็บเมีย หนักเข้าก็เริ่มทะเลาะกันเรื่องเงิน นั่นล่ะครับ ทำให้ผมกลับมานั่งคิดถึงเรื่องการวางแผนการเงิน...

เล่าถึงงบการเงินส่วนบุคคล ผมศึกษาจาก youtube ของ พี่เอ a-academy ชื่อซีรี่ย์ "งบการเงินส่วนบุคคล (Personal Financial Statement)
เนื้อหาตามลิงค์นี้เลยครับ  https://www.youtube.com/watch v=O2a7dQ1FNEg&list=PLzNZumObc8XveFYaKWz8c2UyZOP4gQVt3 ขออนุญาติพี่เออีกครั้งนะครับ

สรุปเนื้อหา งบการเงินส่วนบุคคล แบ่งเป็น 3 งบ หลักๆ ได้ดังนี้..

1. งบรายรับ-รายจ่าย  =>> ผมใช้วิธีจดบันทึกรายรับรายจ่ายลงในกระดาษทุกๆวัน พอครบเดือน ก็จะนำมากรอกลงในตาราง excel เพียงแค่นี้ก็จะเห็นการใช้จ่ายของเราแล้วว่าสยองขนาดไหน 555



2. งบกระแสเงินสด =>> ใช้สำหรับวางแผนการใช้จ่ายรายเดือน อย่างน้อยล่วงหน้า 1 ปี สามารถปรับแผนได้ตลอดเวลา ตามการใช้จ่ายจริงจากการทำงบรายรับ-รายจ่าย ของเดือนก่อน เพื่อใช้วางแผนในเดือนต่อๆไป


3. งบดุล =>> หรือ งบแสดงสถานะทางการเงิน งบนี้จะแสดงทรัพย์สิน หนี้สิน ของเรา ว่าเราสมควรที่จะก่อหนี้เพิ่ม หรือควรสะสมทรัพย์สินเพิ่ม ครั้งแรกที่ผมทำงบนี้ เมื่อต้นปีที่แล้ว ผมถึงกับอุทานดังๆในใจว่า "ชิบหายแล้วกู หนี้กูแม่งเยอะกว่าทรัพย์สินกูขนาดนี้เลยหรอวะ" เมื่อเวลาผ่านไป ด้วยวินัยที่ดีขึ้น งบดุลของเราก็เริ่มดูดีขึ้น มีกำลังใจในการสร้างทรัพย์สินมากขึ้น แม้จะยังน้อยนิด แต่เราก็ภูมิใจที่ได้ลงมือทำ เพื่อเป้าหมายเดิมคือ อิสรภาพทางการเงิน & อิสรภาพทางการใช้ชีวิต


>> ติดตามบทความอื่นๆ คลิ๊กที่นี่!! <<

วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ชนะอย่าง"เต่า"

     เชื่อว่าหลายคน หรืออาจจะทุกคน คงเคยได้อ่าน ได้ฟัง นิทานสุดคลาสสิคเรื่อง "กระต่ายกับเต่า"มาตั้งแต่เด็กแล้ว ฉะนั้น ผมคงไม่ต้องเล่าซ้ำให้เสียเวลา แต่ผมจะเอามาเล่าเปรียบเทียบกับสไตล์การลงทุนของผมก็แล้วกันนะครับ..

     ผมไปอ่านเจอบทความนึงของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากรณ์ ปรมจารย์ด้านการลงทุนหุ้น แนวเน้นคุณค่าแล้วไปสะดุดคำๆนึงที่ผมชอบมากๆที่ว่า ชนะอย่าง"เต่า"  มันเปรียบเหมือนกับการลงทุนที่ไม่เร่งร้อน น่าเบื่อ ไปเรื่อยๆ ค่อยๆสะสมเงินทยอยลงทุนอย่างมีวินัย ศึกษาหาความรู้เพื่อต่อยอด อดทนรอคอยได้ หรือเรียกเท่ๆ ว่า "ทนรวยได้"นั่นเอง

     ซึ่งทุกวันนี้ผมสังเกตุเห็นเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ที่ผมรู้จักมักคุ้นหลายๆท่าน เริ่มสนใจที่จะลงทุนตราสารทางการเงิน ทั้งที่เป็นหุ้นรายตัว กองทุนหุ้น ฯลฯ พยายามเป็น "กระต่าย" ในนิทาน มีคำถามเข้ามาหาผมมากมาย เช่น => มีเงินเท่านั้นเท่านี้ ลงทุนอะไรดี ซื้อตัวไหน กองไหนดีวะ??  หรือ => มึงบอกมาเลยซื้อกองไหน กูขี้เกียจอ่าน?? หรือ => ตอนนี้มึงได้กำไรเยอะยังวะ พอร์ตมึงไปถึงไหนแล้ว?? หรือ=> เห็นมึงโพสต์ลงทุนนู่นนี่นั่น เพื่ออิสรภาพทางการเงิน มึงทำได้ยังวะ?? หรือบางคนบางกลุ่ม ก็พยายามเล่นหุ้นเก็งกำไรตามข่าว เชียร์หุ้นกันในไลน์กลุ่ม กำไรบ้าง ขาดทุนบ้างนิดหน่อย เหมือนตลาดหุ้นเป็นบ่อนพนัน..

      บางครั้งบางทีผมก็มีหวั่นไหวบ้าง โกรธบ้าง เกิดความโลภขึ้นมาบ้าง แต่เพราะผมยังไม่เก่ง ยังไม่มีเงินลงทุนมากมาย ฉะนั้นแล้ว ผมก็คงต้องเป็น"เต่า"ต่อไปเรื่อยๆ ให้การลงทุน เป็นการลงทุนเพื่อชีวิต และเปลี่ยนชีวิต เชื่อว่าซักวันนึง ผมจะกลายเป็นคนที่ ชนะอย่าง"เต่า"ได้ในที่สุด..

หนังสือดีๆของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวากรณ์
      >> ติดตามบทความอื่นๆ คลิ๊กที่นี่!! <<

วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2559

แชร์วิธีการคัดเลือกกองทุนความเสี่ยงต่ำ


     มีคำกล่าวนึงของ โรเบิร์ต คิโยซากิ ผู้เขียนหนังสือชุดพ่อรวยสอนลูกที่ว่า "ผู้ออม คือ ผู้แพ้" อธิบายขยายความได้ว่า...การออมเงินเป็นสิ่งที่ดี แต่การที่เราเก็บออมเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์เพียงอย่างเดียว ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยอาจจะแพ้เงินเฟ้อได้

     ปัจจุบัน ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ อยู่ที่ประมาณ 0.5-0.75 % ต่อปี แต่เงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 3-3.5% ต่อปี ยกตัวอย่างง่ายๆให้เห็นภาพของภาวะเงินเฟ้อ ดังนี้ เมื่อประมาณ 5 ปีก่อน เรากินก๋วยเดี๋ยวชามละ 30 บาท แต่ปัจจุบัน ราคาก๋วยเตี๋ยวขึ้นไปที่ 35-40 บาท นี่เป็นผลของภาวะเงินเฟ้อแบบง่ายๆ ฉะนั้น การฝากเงินเพียงอย่างเดียว เงินของเราก็จะด้อยค่าลงเรื่อยๆ คือ มีเงินเท่าเดิม แต่ซื้อของได้น้อยลง..

แล้วเราจะทำยังไง??

     ผมขอแชร์วิธีของผมก็แล้วกันครับ...แน่นอนว่าผมมีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินไว้ในบัญชีออมทรัพย์อยู่แล้ว เพื่อเป็นสภาพคล่อง แต่เป็นจำนวนที่ให้พอใช้จ่ายได้ประมาณ 3 เดือน แล้วส่วนที่เหลือก็จะนำไปลงทุนเพื่อให้ผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อ โดยใช้กองทุนรวมประเภทต่างๆ ดังนี้
ที่มา www.a-academy.net
     จากภาพ เป็นการอธิบายประเภทกองทุนและวัตถุประสงค์การลงทุน ซึ่งส่วนที่ผมจะอธิบายในบทความนี้ก็คือ กองทุนตราสารหนี้ ซึ่งวัตถุประสงค์คือ เน้นสำรองสภาพคล่องควบคู่กับรายได้ประจำ 

     มาถึงวิธีการเลือกกองทุนกันบ้างครับ ผมเริ่มจากการคัดกรองเบื้องต้นจากผลตอบแทนย้อนหลัง เข้าไปที่ >> www.siamchart.com  เลือก >> Fund >> Fund Compare แล้วจะเห็นช่องมุมขวามือให้เลือกประเภทกองทุน เลือก >>Thai Fixed Income Fund  จะเจอหน้าตาประมาณนี้ครับ..

ที่มา www.siamchart.com

     ทีนี้ผมก็จะกรองดูผลตอบแทน กองไหนที่ยังติดอันดับต้นๆอยู่ในแต่ละช่วงเวลา ก็จะคัดเข้ามา ในที่นี้จะกรองมา 5 อันดับ ที่ผลตอบแทนดีที่สุด แล้วนำมาทำตารางเปรียบเทียบใน excel โดยมีรายละเอียดตามภาพด้านล่าง...

     ซึ่งข้อมูลที่นำมากรอก หาได้จาก Fund Fact Sheet ของแต่ละกองทุน หรือดาวน์โหลดได้ที่ www.wealthmagik.com เมื่อกรอกข้อมูลครบ ก็จะเห็นข้อเปรียบเทียบ ทั้งผลตอบแทน ขนาดกองทุน ค่าธรรมเนียม สัดส่วนการลงทุน ฯลฯ หลังจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับความพอใจของแต่ละคนแล้วล่ะครับว่าจะเลือกกองไหน  ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ เผื่อจะเป็นประโยชน์ได้บ้างไม่มากก็น้อย..

        >> ติดตามบทความอื่นๆ คลิ๊กที่นี่!! <<

วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2559

วินัยการลงทุน

   
     เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา มีเพื่อนท่านนึงไลน์มาถามผมเรื่องการลงทุนในกองทุนรวม ซึ่งต้องขออนุญาติเพื่อนด้วยนะครับที่ผมเอามาแชร์ เพื่อเป็นความรู้ให้กับท่านอื่นๆ ซึ่งแนวทางของผมอาจจะผิดหรือถูก ก็ไม่สามารถตอบได้ ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละท่านก็แล้วกันนะครับ..

   
     ประเด็นคือ เพื่อนท่านนี้ถามถึงการเข้าซื้อกองทุน ว่าผมซื้อที่ราคากี่บาทต่อหน่วย??? ผมขออธิบายขยายความตามภาพประกอบนะครับ
 
     กองทุนนี้เป็น กองทุนที่ลงทุนในหุ้นที่มีการจ่ายปันผลสูง และนำมาจ่ายให้กับผู้ถือหน่วยลงทุน ซึ่งจากสถิติที่ผ่านมาคือ สามารถจ่ายปันผลได้ทุกไตรมาส มากน้อยขึ้นอยู่กับผลประกอบการ
   
     ชัดเจนว่า นโยบายของกองทุนนี้คือเน้นจ่ายปันผล นักลงทุนจะได้กระแสเงินสดจากการปันผล ซึ่งผิดกับแนวทางของเพื่อนผมคือ เน้นจับจังหวะการลงทุน พยายามซื้อๆขายๆ ผมคิดว่าน่าจะเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่านัก เหตุผลเพราะ การซื้อๆขายๆกองทุนนั้น มีค่าธรรมเนียมพอสมควร และการที่เงินลงทุนยังน้อย และหวังกำไรส่วนต่างเพียงแค่ 2-3% คงยังไม่เห็นน้ำเห็นเนื้อซักเท่าไหร่ อีกอย่างคือ คุณจะกะเก็งตลาดแบบนี้ได้ซักกี่ครั้ง เนื่องจากว่า ช่วงที่คุยกันนั้น ดัชนีตลาด หรือ SET INDEX ปรับตัวจากเมื่อต้นปีที่ประมาณ 1,250 ขึ้นมาที่ 1,400 จุด แน่นอนว่าใครที่ซื้อเมื่อต้นปี แล้วมาขายช่วงเดือนมีนาคม คงได้กำไรกันทุกคน
 
    แล้วผมทำยังไง??  อย่างที่เคยเล่าไว้ในบทความก่อนๆ ผมพยายามสร้าง "วินัยการลงทุน" ด้วยการลงทุนทุกๆเดือน ดัชนีจะขึ้นหรือลงผมจะไม่สนใจ พยายามเก็บหน่วยลงทุนไปเรื่อยๆ เมื่อถึงวันนึงที่พอร์ตผมเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เงินปันผลสามารถสร้างกระแสเงินสดที่พอจะนำมาใช้จ่ายรายเดือนได้เพียงพอ ถึงตอนนั้นเดี๋ยวมาว่ากันต่อครับ

   ปล.กองทุนที่นำมายกตัวอย่างเป็นเพียงส่วนนึงของพอร์ตการลงทุนผมนะครับ ซึ่งยังมีกองอื่นๆอีก กลยุทธ์ของแต่ละกองก็จะแตกต่างกันไป...

           >>ติดตามบทความอื่นๆ คลิ๊กที่นี่!! <<







วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ลูกจ้าง & ธุรกิจส่วนตัว



     เข้าสู่ปีที่3 ที่ผมและทีมงานช่าง เริ่มหารายได้เสริมจากงานประจำ ช่วงวันหยุด และหลังเลิกงาน ด้วยการรับเหมาติดตั้ง ซ่อม ล้างแอร์ และติดตั้งระบบไฟฟ้า จำได้ว่า ช่วงแรกๆที่เริ่มรับงาน ส่วนมากเป็นงานล้างแอร์ตามบ้านเจ้าหน้าที่ภายในมหาวิทยาลัย เรายังไม่มีอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมืออะไรที่เป็นของเราเลย ทำงานแบบลูกทุ่งมาก ใช้เพียงแค่ สายยาง 1เส้น โบเวอร์เป่าลม 1ตัว กับไขควง และเครื่องมือช่างเล็กๆน้อยๆ ขนาดผ้าใบที่ใช้ล้างแอร์ยังไม่มี เราใช้แค่ป้ายไวนิลเก่าๆ เย็บพอให้ดูดีไม่น่าเกลียดเท่านั้น บันไดก็ยังต้องยืม เรียกได้ว่าแค่มีคนจ้างก็บุญหัวเท่าไหร่แล้ว..


     หลังจากเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ เงินที่หามาได้ด้วยการล้างแอร์ครั้งละ 300-400 บาท เราก็ใช้วิธีเก็บเงินบางส่วน ซื้อเครื่องมือทีละชิ้นๆ เริ่มจาก ผ้าใบ มาเป็นบันได เครื่องฉีดน้ำ อุปกรณ์ต่างๆที่จำเป็น เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น "บางเดือน(ช่วงหน้าร้อน) เราสามารถสร้างรายได้พอๆกับเงินเดือนจากงานประจำซะด้วยซ้ำ" เราเริ่มมีคนรู้จักมากขึ้น เรียกใช้บริการมากขึ้น จากปากต่อปาก และจากสื่อ Social พัฒนาจากแค่ล้างแอร์ เริ่มมาเป็นการซ่อม ย้าย ติดตั้ง ฯลฯ  มีหลายคนแนะนำให้เปิดหน้าร้าน แถวมหาวิทยาลัย เพราะแถวนี้ยังไม่มีร้านแอร์เลย ยอมรับว่าใจนึงผมก็อยากเปิดร้านมากๆ ถึงขั้นอยากลาออกจากงานประจำซะเลย แต่ถ้าวันนั้นผมไม่ได้อ่านหนังสือเรื่อง "เงินสี่ด้าน ของ โรเบิร์ต คิโยซากิ"      ผมคงตัดสินใจแบบวัยรุ่นใจร้อนไปแล้วก็ได้..

ที่มา : www.google.com และ จากหนังสือเรื่อง "เงินสี่ด้าน"
     จากภาพและคำอธิบายก็คงชัดเจนครับ ถึงแม้ว่าผมจะลาออกจากงานประจำ(ด้านE) เพื่อมาทำธุรกิจส่วนตัว(ด้านS) หรือจะทำควบคู่กันไปอย่างเช่นทุกวันนี้ ผลลัพธ์ก็คงไม่ต่างกันมาก ก็ยังต้องเหนื่อยไปทั้งชีวิต เพื่อทำงานแลกเงินอยู่ดี เลยหยุดความคิดที่จะออกมาลงทุนเปิดร้านไว้ก่อน......แล้วจะทำยังไงดี?? นี่คือคำถามที่ผมนั่งทบทวนถามตัวเองอยู่ตลอดเวลา...

     ถ้าเคยอ่านบทความเก่าๆที่ผมเคยเขียนเอาไว้ ผมเริ่มเข้ามาเป็นนักลงทุน(ด้านI) มาได้ซักประมาณ 1ปี โดยการหารายได้จากด้านE และด้านS เพื่อนำเงินมาลงทุนในด้านI พร้อมทั้งศึกษา อ่านหนังสือ ตำรา บทความต่างๆ เพื่อที่จะก้าวข้ามมาเป็นเจ้าของกิจการ(ด้านB) และนักลงทุน(ด้านI) เต็มรูปแบบ ไม่แน่นะครับ ด้วยแนวคิดง่ายๆแบบนี้ ผมอาจจะก้าวข้ามโซนสีแดง คือ "เหนื่อยทั้งชีวิต" เพื่อทำงานแลกเงิน เข้าสู่โซนสีน้ำเงิน "ให้ระบบทำงานแทนตลอดชีวิต" มุ่งเข้าสู่อิสรภาพทางการเงิน และอิสรภาพทางการใช้ชีวิต ก็เป็นได้ ไผสิไปฮู้!!!

      >> ติดตามบทความอื่นๆ คลิ๊กที่นี่!! <<




วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559

ครบ 1 ปี กับการลงทุนในกองทุนรวม


                  28 ม.ค.58 เป็นวันแรกที่เริ่มลงทุนกับกองทุนรวม..

     หลังจากที่ศึกษาการลงทุนจนมั่นใจแล้วว่าคงถึงเวลาซักที ที่จะเริ่มลงทุน และทำการคัดเลือกกองทุน จนได้กองทุนที่จะลงทุนแล้ว ผมจึงตัดสินใจไปเปิดบัญชีที่ธนาคารกรุงศรีฯ พร้อมเงินลงทุน 5,000 บาท ถึงจะเป็นเงินที่น้อยนิด แต่วินาทีนั้นผมรู้สึกตื่นเต้นมาก ยิ่งกว่าตอนไปสัมภาษณ์งานครั้งแรกซะอีก..

     กองทุนแรกที่ผมลงทุนก็คือ กองทุน KFSDIV เป็นกองทุนหุ้น ที่มีนโยบายจ่ายปันผล เหตุผลที่เลือกกองนี้ก็เพราะว่า จากสถิติ กองทุนนี้จะจ่ายปันผลทุกไตรมาส ซึ่งมีผลกับจิตวิทยาการลงทุนของผมมาก เนื่องจาก ผมเป็นมือใหม่ เงินลงทุนยังน้อย จะไปคาดหวังผลตอบแทนสูงๆ คงเป็นไปได้ยาก แต่การที่กองทุนจ่ายปันผลให้ผมทุกๆ 3เดือน จะทำให้ผมมีกำลังใจในการใส่เงินลงทุนทุกๆเดือน ไปเรื่อยๆ เมื่อถึงจุดหนึ่งที่พอร์ตการลงทุนของผมใหญ่ขึ้น และตลาดหุ้นกลับมาดีขึ้น พอร์ตผมมีกำไร ผมก็อาจจะขายกองทุนออกมาส่วนหนึ่ง เพื่อไปลงทุนในกองทุนอื่น หรือไปลงทุนในหุ้นรายตัวต่อไป..

     กองทุนที่ 2 ก็คือ กองทุน KFSPLUS เป็นกองทุนตราสารหนี้ ให้ผลตอบแทนประมาณเงินฝากประจำ สภาพคล่องสูง ความเสี่ยงต่ำ ซึ่งผมเห็นว่า เหมาะกับภรรยาผมเป็นอย่างยิ่ง ผมพาภรรยาไปถอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์ก้อนแรก 50,000 บาท เพื่อไปเปิดบัญชีกองทุน ที่ธนาคารกรุงศรีฯ อีกครั้ง หลังจากลงทุนไปก้อนแรก ผ่านไปประมาณ 1 เดือน ปรากฎว่ามูลค่ากองทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทีละนิดทีละหน่อย จากนั้นภรรยาผมก็เลยโยกเงินจากบัญชีออมทรัพย์มาลงทุนในกองนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ..

     กองทุนที่ 3 ก็คือ กองทุน B-LTF เป็นกองทุนหุ้นระยะยาว ที่สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ ช่วงยื่นภาษีของทุกๆปี ภรรยาผมก็จะมาบ่นให้ฟังว่าเสียภาษีเยอะ ไม่มีอะไรไปลดหย่อนภาษีเลย ผมจึงแนะนำกองทุนนี้ให้เค้าฟัง ก่อนที่จะตัดสินใจไปเปิดบัญชีนี้ที่ธนาคารกรุงเทพ และตั้งใจว่าจะลงทุนให้เต็มตามเงื่อนไขที่สรรพากรกำหนด...


     อย่างที่ผมเคยเล่าไปว่า "การลงทุนคือแผนการ" เรียบง่าย ต่อเนื่อง ไม่ซับซ้อน อดทนรอคอยได้ ผมตั้งใจว่าจะลงทุนไปเรื่อยๆทุกๆเดือน และศึกษาการลงทุนรูปแบบอื่นๆควบคู่กันไป ที่เห็นในรูป เป็นพอร์ตโฟลิโอของผมและภรรยา ผลตอบแทนการลงทุนในปีแรก -3.93% ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นไปตามภาวะตลาดหุ้นไทยที่ตกลงมาตลอดทั้งปี แต่เมื่อการลงทุนคือแผนการ เราจะไม่ตกใจกลัวจนขายทิ้ง รอโอกาสที่ตลาดหุ้นกลับมาคึกคัก >>...ถึงวันนั้นการลงทุนของผมจะเป็นยังไง รอติดตามในบทความต่อๆไป นะครับ...<<

     >> ติดตามบทความอื่นๆ คลิ๊กที่นี่!! <<

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2559

ความคลั่งไคล้ สู่ เป้าหมายที่ชัดเจน


     หลายคนคงเคยคลั่งไคล้ดารา นักแสดง นักกีฬา ติดตามเป็นแฟนคลับ ไปให้กำลังใจทุกที่ หรืออะไรก็ตามแต่..

     ผมก็เป็นคนนึงที่ศึกษาเรื่องการเงินการลงทุนมาซักประมาณ 1 ปีเต็ม เห็นกูรู กูรู้ ทางการเงินมาก็มาก (เห็นในโลกออนไลน์ อิอิ) ทั้งตัวจริง ตัวปลอม แต่สองท่านที่ทำให้ผมเกิดอาการคลั่งไคล้ แทบจะเลียผ่าด๊ากกกส์!! เห็นจะมีอยู่สองท่านคือ พี่เอ (A-Academy) และ โค้ชหนุ่ม (The Money Coach)


พี่เอ A-Academy เจ้าของเว็ปไซด์ www.a-academy.net
โค้ชหนุ่ม The Money Coach เจ้าของเว็ปไซด์ www.moneycoach4thai.com
     ทั้งสองท่านนี้เป็นผู้ที่เปลี่ยนทัศนคติทางการเงินและการลงทุนของผมและภรรยา อย่างแท้จริง พวกเราติดตามดู Youtube อ่านบทความ ซื้อหนังสือ ฯลฯ ที่เกี่ยวกับทั้งสองท่านนี้แทบจะทุกคลิป ทุกบทความ ทุกตัวอักษรเลยก็ว่าได้

     ทำไมผมและภรรยา ถึงได้คลั่งไคล้ขนาดนี้...ก็เพราะว่าทั้งสองท่านมีจิตสาธารณะ ให้ความรู้โดยไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ให้เพราะอยากแบ่งปันประสบการณ์ ให้เพราะอยากเห็นคนไทยมีความรู้ทางการเงินที่ดี ตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ว่า...

"พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน"

     7-8 พ.ย.58 ผมและภรรยาเดินทางไปสัมมนา "Money Literacy จุดเริ่มต้นสู่อิสรภาพทางการเงิน รุ่นที่ 6" ที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อไปพบกับ Idol ของพวกเราทั้งสองท่าน..



     บอกตรงๆว่า จริงๆเนื้อหาในงานสัมมนา ผมและภรรยา เคยฟังมาเกือบจะทั้งหมดแล้วแหละ เพียงแต่ว่าผมต้องการไปซึมซับบรรยากาศ ไปเพิ่มไฟในตัวให้ลุกโชนให้เดินทางตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ไปสัมผัส และถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับ Idol ตัวจริงของพวกเรา ไปพบปะกับเพื่อนใหม่ๆที่มีแนวความคิดเดียวกัน..

     จริงๆแล้ว ก่อนไปสัมมนา ผมปรับเป้าหมายจากเดิมที่เคยเขียนไว้ ตั้งแต่ 5 ม.ค.58 ให้ชัดเจนขึ้น ติดใส่กระเป๋าสตางค์ไว้ ตั้งแต่ 20 ต.ค.58 
     
     ทำไมต้องใส่กระเป๋าสตางค์??....ก็เพราะว่าผมจะได้เห็นมันทุกวัน เตือนสติทุกวัน คิดทุกวัน ว่าเราจะทำยังไงให้ไปถึงเป้าหมายให้ได้ และนี่คือเป้าหมายใหม่ของผมครับ..

ความคลั่งไคล้ สู่ เป้าหมายที่ชัดเจน
     เป้าหมายที่ 1 : มีกระแสเงินสดโดยไม่ต้องทำงาน (Passive Income) 15,000 บาท/เดือน ภายใน 3 ปี                                  (ให้ภรรยาออกจากงานประจำ)

     เป้าหมายที่ 2 : มีกระแสเงินสดโดยไม่ต้องทำงาน (Passive Income) 30,000 บาท/เดือน ภายใน 5 ปี                                  (มีอิสรภาพทางการเงิน ออกจากงานประจำทั้งสองคน)

     เป้าหมายที่ 3 : มีอพาร์ทเม้นต์ให้เช่า 1 หลัง ภายใน 7 ปี (ออกไปให้ความรู้ทางการเงิน)

                                       >> ติดตามบทความอื่นๆ คลิ๊กที่นี่!! <<




วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2559

การลงทุนคือแผนการ



           จริงๆแล้ว น่าจะใช้คำว่า "การลงทุนคือแผนการ แบบง่ายๆโง่ๆ" น่าจะถูกกว่า..

     เพราะแผนการลงทุนในกองทุนรวมหุ้น ของผมไม่มีอะไรมาก คือ ลงทุนเป็นประจำทุกเดือน อย่างน้อย 20% ของเงินเดือน ตามแผนการลงทุนที่พี่เอ A-Academy ได้ทำตาราง Excel ไว้ให้โหลดมาใช้งาน..
Investment Planner by A-Academy

     วันที่ผมได้กรอกตัวเลขตามตาราง Excel ตามรูปนั้น ผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เพราะ ไอ้การที่ผมลงทุนแบบง่ายๆโง่ๆนี้ เมื่อถึงตอนที่ผมอายุ 55 ปี ผมสามารถมีเงิน 10ล้านบาทได้ โดยเงื่อนไขคือ 

1. ผมต้องลงทุนรายเดือนอย่างน้อย 20% ของเงินเดือน
2. สมมุติให้รายได้ของผม เพิ่มขึ้น 4% ทุกๆปี
3. ผมต้องได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี (ซึ่งทำให้ผมต้องลงทุนในกองทุนหุ้น เนื่องจากอัตราผลตอบแทนย้อนหลังอยู่ที่ 10-12% ต่อปี)
4. ปีที่เริ่มต้นคือ เมื่อผมอายุ 28ปี บริบูรณ์
5. ต้องลงทุนในกองทุนรวมหุ้น 100% เท่านั้น

     อย่าว่าแต่ 10ล้านบาทเลยครับ แค่ แสนเดียว ผมก็ดีใจจะตายห่าแล้ว!! เพราะตั้งแต่เรียนจบ ทำงานมาประมาณ 4ปี ก่อนแต่งงาน เงินเก็บซักบาทยังไม่มีเลย แถมแต่ละเดือน เงินยังไม่พอใช้อีกต่างหาก.. 

     ผมคิดว่าการลงทุนมันเป็นจิตวิทยา ก็ในเมื่อเงินลงทุนเริ่มต้นของเรายังไม่มาก เราก็ต้องเก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อยๆตามแผนการนี้ไปก่อน โดยใช้สมการการออมง่ายๆแบบนี้ครับ...

รายได้ - เงินออม = รายจ่าย

     วันที่เงินเดือนเข้าบัญชี ผมจะทำการหัก 20% ไปลงทุนในกองทุนรวมทันที ส่วนที่เหลือก็โอนให้เมีย อิอิ บัญชีเงินเดือนของผมก็ว่างเปล่า ไม่มีโอกาสได้จับเงิน 55555 

     ที่ผมได้ยกตัวอย่างมาทั้งหมดนี้ เป็นเพียงส่วนนึงของพอร์ตการลงทุนของผมนะครับ นี่ยังไม่รวมการลงทุนในส่วนอื่นๆ ซึ่งผมจะยกมาเล่าให้ฟังในโพสต์ต่อๆไป..

         >>ติดตามบทความอื่นๆ คลิ๊กที่นี่!! <<





วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2558

จุดเริ่มต้นการลงทุน

     9 ม.ค.57 วันเริ่มต้นการใช้ชีวิตคู่ จริงๆหลังแต่งงานเราก็ยังไม่ได้อยู่ด้วยกัน ด้วยหน้าที่การงาน ภรรยาผมทำงานที่โรงพยาบาลโนนไทย โคราช ส่วนผมอยู่ที่ชัยภูมิ ทุกๆเสาร์-อาทิตย์ ผมก็ต้องขับรถไปที่โนนไทยเป็นประจำ ทำอย่างนี้ประมาณ 3 เดือน (จริงๆมากกว่านี้ เพราะก่อนแต่งก็ไปหากันตลอด)

     1 เม.ย.57 ภรรยาย้ายมาทำงานที่โรงพยาบาลชัยภูมิ ทำให้เราต้องใช้ชีวิตร่วมกัน ปรับจูนกัน ยอมรับว่าช่วงแรกๆทะเลาะกันบ่อยมาก ทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว ประเด็นหลักอยู่ที่เรื่อง"เงิน"ซึ่งผมเชื่อว่า หลายครอบครัวก็เคยเป็นเหมือนผม เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก บ่อยๆเข้า ผมก็เบื่อ ไม่เป็นอันทำอะไร ทะเลาะกันที่โกรธกันสามสี่วัน รู้สึกอึดอัดมาก วันดีคืนดีช่วงประมาณ ธ.ค.57 ผมก็นั่งเขี่ยเฟสบุ๊คไปเรื่อยๆไม่มีจุดหมาย เจอเพื่อนคนนึงโพสต์ขึ้นมาจำคร่าวๆได้ว่า "ปีนี้จะซื้อกองทุน LTF เลือกกองไหนดี แนะนำหน่อย.." แล้วก็มีเพื่อนๆมาแสดงความคิดเห็น.. ผมอ่านแล้วก็งง มันอะไรวะ กองทุน LTF??  ไม่รอช้า เปิด google ทันที เลยถึงบางอ้อ..อ๋อ!! มันคือกองทุนที่ลงทุนในหุ้นระยะยาว ที่มีสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี และก็มีรุ่นน้องอีกท่านนึง โพสต์กราฟห่าเหวอะไรก็ไม่รู้ ตอนแรกก็ไม่ได้สนใจอะไรหรอกครับ แค่เปิดผ่านๆ นึกว่าเป็นเรื่องงานมัน(น้องผมคนนี้จบวิศวฯไฟฟ้าเหมือนผม) ไอ้เราก็นึกว่ามันทำวิจัยเกี่ยวกับไฟฟ้า บ่อยเข้าๆ ลองนั่งอ่านดูดีๆ มันเกี่ยวกับการลงทุนนี่หว่า!! หลังจากนั้น การลงทุนก็เริ่มเข้ามาในชีวิตผม... 

     ช่วงหยุดยาวปีใหม่ 58 ผมก็เปิด youtube ดูนู่นนี่นั่นไปเรื่อยๆ search คำว่า "กองทุนรวม" เลื่อนๆไปเจอขุมทรัพย์ความรู้ชุดนึง ชื่อ "การลงทุนผ่านกองทุนรวม โดย A-Academy" มีทั้งหมด 31 ตอน ผมใช้เวลาช่วงหยุดยาวนั่งดูจนครบ แล้วอุทานในใจดังๆคนเดียวว่า "เชี่ย!! กูเจอแนวทางของกูแล้วววว..."
พี่เอ A-Academy คือผู้ที่สร้างชีวิตใหม่ให้ผม


     28 ม.ค.58 หลังจากศึกษาเรื่องการลงทุนในกองทุนรวมมา(คิดว่า)ดีที่สุดแล้ว ผมตัดสินใจไปเปิดบัญชีกองทุนด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นมหาศาล ที่ 5,000 บาท อิอิ ตั้งเป้าหมายการลงทุนแบบง่ายๆโง่ๆไว้ว่า ทุกๆเดือนจะใส่เงินลงทุนเข้าไป อย่างน้อย 20% ของเงินเดือน สะสมไปเรื่อยๆ โดยยังไม่คาดหวังผลตอบแทนอะไรมาก ระหว่างนี้ก็ศึกษาการลงทุนรูปแบบอื่นๆควบคู่กันไปด้วย ทั้งเรื่องของหุ้นรายตัว อสังหาริมทรัพย์ ขายของออนไลน์ เขียนบทความออนไลน์ ฯลฯ..

ผมเขียนแผนชีวิตแบบโง่ๆดิบๆ ไว้เมื่อ 5 ม.ค.58 ตอนที่ยังไม่มีความรู้อะไรเลย


                                            >> ติดตามบทความอื่นๆ คลิ๊กที่นี่!!<<

วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ชีวิตวัยเรียน

   
     เด็กบ้านนอกคนนึง ที่ชอบเรียนวิชาคำนวณ แต่ก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรเลย ตั้งเป้าหมายง่ายๆกับตัวเองเป้าหมายแรกตั้งแต่ ม.4 ว่าจะต้องเอ็นทรานซ์ให้ติด วิศวะ มข.ให้ได้ แต่ก็ไม่รู้หรอกว่า วิศวะมันเรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง..
 
     ช่วง ม.4-5 ปี 45-46 ก็พยายามตั้งใจเรียน ทำกิจกรรมทุกอย่าง (ทั้งผู้นำนักเรียน ดนตรี กีฬา ฯลฯ) ทำแม่งหมด!! แต่ก็ไม่ได้ดีซักอย่าง 555 มีเกเรบ้าง บางครั้งก็ไม่บ้างแหละ..อ่าว งง!! ผมเป็นที่รักของอาจารย์สายคำนวณ แต่วิชาอื่นอาจารย์คงไม่ปลื้มเท่าไหร่ ก็แหงล่ะครับ ก็กูไม่ชอบ กูก็ไม่อยากเรียนหนิ..แต่ก็พอถูๆไถๆผ่านมาด้วยเกรดเฉลี่ยที่ถือว่าพ่อแม่ไม่อายใครล่ะวะ..

     ม.6 เทอม1 ปี 47 ช่วงก่อนสอบรอบโควต้า ตกเย็นหลังเลิกเรียนผมก็จะใช้เวลาซัก 1-2 ชั่วโมง อ่านหนังสือ ตลุยโจทย์ แต่ก็ไม่ได้อ่านมากมายอะไร บางวันก็ไปกินเหล้า แทงสนุ๊ก ตามประสาวัยรุ่น 555 ผมเลือกคณะวิศวกรรมศาสตร์ทุกมหาวิทยาลัยที่ให้ลงในรอบโควต้า ผลก็คือ สอบติดเกือบทุกมหาวิทยาลัย เลือกสิครับทีนี้..ใช้เวลาตัดสินใจประมาณ 2 วิ.....เลือก มข. สิครับ ใกล้บ้าน ค่าเทอมถูก บรรยากาศดี ร้านเหล้าเยอะมาก (อันหลังมันใช่มั้ยวะ 555) สรุป ประกาศผล รายงานตัว ที่ มข.ครับ..

     ม.6 เทอม2 ปี 47 ไม่สนใจแล้วครับ กูมีที่เรียนแล้ว แต่ก็ไปโรงเรียน(เกือบ)ทุกวันนะครับ เรียนๆเล่นๆไป เพื่อนๆหลายคนแม่งก็ซีเรียสอ่านหนังสือเตรียมเอ็นทรานซ์ แต่กู เตะบอลใต้อาคาร เล่นดนตรี หนีเรียนไปแทงสนุ๊ก กินเหล้า(ขาว) แทงบอล ฯลฯ ไม่จับหนังสืออีกเลย ชีวิต เ-ี้ย ระดับนึงเลยทีเดียว แต่ก็รอดมาได้สำหรับเทอมสุดท้ายของชีวิตมัธยม..
 
     เข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ปี 48...ชีวิตอิสระเสรี ไม่มีใครบังคับ อยากทำอะไรก็ทำ สนุกสนานสิครับ ปี1 ยังผ่านไปได้แบบชิวๆ เพราะส่วนมากก็เป็นวิชาพื้นฐานทั้งนั้น เข้าสู่ปี2 เริ่มเจอของจริง Fตัวแรกในชีวิตก็ลอยมาทันที แถมแม่งเป็นตัวสำคัญซะด้วย คือถ้าไม่ผ่านตัวนี้ ลงตัวอื่นไม่ได้ เอาง่ายๆคือ กูไม่จบพร้อมเพื่อนแน่ๆว่ะ ปี3 ปี4 ปี5(มีแถม) ก็ถูๆไถๆมาเรื่อยๆ พร้อมกับ F ห้าตัวติดทรานสคริป จบมาด้วยเกรดเฉลี่ย 2.07 ระยะเวลาสี่ปีครึ่ง แบบเลือดตาแทบกระเด็น..

จบแบบ งงๆ 555
 
        >>ติดตามบทความอื่นๆ คลิ๊กที่นี่!! <<