วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ลูกจ้าง & ธุรกิจส่วนตัว



     เข้าสู่ปีที่3 ที่ผมและทีมงานช่าง เริ่มหารายได้เสริมจากงานประจำ ช่วงวันหยุด และหลังเลิกงาน ด้วยการรับเหมาติดตั้ง ซ่อม ล้างแอร์ และติดตั้งระบบไฟฟ้า จำได้ว่า ช่วงแรกๆที่เริ่มรับงาน ส่วนมากเป็นงานล้างแอร์ตามบ้านเจ้าหน้าที่ภายในมหาวิทยาลัย เรายังไม่มีอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมืออะไรที่เป็นของเราเลย ทำงานแบบลูกทุ่งมาก ใช้เพียงแค่ สายยาง 1เส้น โบเวอร์เป่าลม 1ตัว กับไขควง และเครื่องมือช่างเล็กๆน้อยๆ ขนาดผ้าใบที่ใช้ล้างแอร์ยังไม่มี เราใช้แค่ป้ายไวนิลเก่าๆ เย็บพอให้ดูดีไม่น่าเกลียดเท่านั้น บันไดก็ยังต้องยืม เรียกได้ว่าแค่มีคนจ้างก็บุญหัวเท่าไหร่แล้ว..


     หลังจากเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ เงินที่หามาได้ด้วยการล้างแอร์ครั้งละ 300-400 บาท เราก็ใช้วิธีเก็บเงินบางส่วน ซื้อเครื่องมือทีละชิ้นๆ เริ่มจาก ผ้าใบ มาเป็นบันได เครื่องฉีดน้ำ อุปกรณ์ต่างๆที่จำเป็น เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น "บางเดือน(ช่วงหน้าร้อน) เราสามารถสร้างรายได้พอๆกับเงินเดือนจากงานประจำซะด้วยซ้ำ" เราเริ่มมีคนรู้จักมากขึ้น เรียกใช้บริการมากขึ้น จากปากต่อปาก และจากสื่อ Social พัฒนาจากแค่ล้างแอร์ เริ่มมาเป็นการซ่อม ย้าย ติดตั้ง ฯลฯ  มีหลายคนแนะนำให้เปิดหน้าร้าน แถวมหาวิทยาลัย เพราะแถวนี้ยังไม่มีร้านแอร์เลย ยอมรับว่าใจนึงผมก็อยากเปิดร้านมากๆ ถึงขั้นอยากลาออกจากงานประจำซะเลย แต่ถ้าวันนั้นผมไม่ได้อ่านหนังสือเรื่อง "เงินสี่ด้าน ของ โรเบิร์ต คิโยซากิ"      ผมคงตัดสินใจแบบวัยรุ่นใจร้อนไปแล้วก็ได้..

ที่มา : www.google.com และ จากหนังสือเรื่อง "เงินสี่ด้าน"
     จากภาพและคำอธิบายก็คงชัดเจนครับ ถึงแม้ว่าผมจะลาออกจากงานประจำ(ด้านE) เพื่อมาทำธุรกิจส่วนตัว(ด้านS) หรือจะทำควบคู่กันไปอย่างเช่นทุกวันนี้ ผลลัพธ์ก็คงไม่ต่างกันมาก ก็ยังต้องเหนื่อยไปทั้งชีวิต เพื่อทำงานแลกเงินอยู่ดี เลยหยุดความคิดที่จะออกมาลงทุนเปิดร้านไว้ก่อน......แล้วจะทำยังไงดี?? นี่คือคำถามที่ผมนั่งทบทวนถามตัวเองอยู่ตลอดเวลา...

     ถ้าเคยอ่านบทความเก่าๆที่ผมเคยเขียนเอาไว้ ผมเริ่มเข้ามาเป็นนักลงทุน(ด้านI) มาได้ซักประมาณ 1ปี โดยการหารายได้จากด้านE และด้านS เพื่อนำเงินมาลงทุนในด้านI พร้อมทั้งศึกษา อ่านหนังสือ ตำรา บทความต่างๆ เพื่อที่จะก้าวข้ามมาเป็นเจ้าของกิจการ(ด้านB) และนักลงทุน(ด้านI) เต็มรูปแบบ ไม่แน่นะครับ ด้วยแนวคิดง่ายๆแบบนี้ ผมอาจจะก้าวข้ามโซนสีแดง คือ "เหนื่อยทั้งชีวิต" เพื่อทำงานแลกเงิน เข้าสู่โซนสีน้ำเงิน "ให้ระบบทำงานแทนตลอดชีวิต" มุ่งเข้าสู่อิสรภาพทางการเงิน และอิสรภาพทางการใช้ชีวิต ก็เป็นได้ ไผสิไปฮู้!!!

      >> ติดตามบทความอื่นๆ คลิ๊กที่นี่!! <<




วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559

ครบ 1 ปี กับการลงทุนในกองทุนรวม


                  28 ม.ค.58 เป็นวันแรกที่เริ่มลงทุนกับกองทุนรวม..

     หลังจากที่ศึกษาการลงทุนจนมั่นใจแล้วว่าคงถึงเวลาซักที ที่จะเริ่มลงทุน และทำการคัดเลือกกองทุน จนได้กองทุนที่จะลงทุนแล้ว ผมจึงตัดสินใจไปเปิดบัญชีที่ธนาคารกรุงศรีฯ พร้อมเงินลงทุน 5,000 บาท ถึงจะเป็นเงินที่น้อยนิด แต่วินาทีนั้นผมรู้สึกตื่นเต้นมาก ยิ่งกว่าตอนไปสัมภาษณ์งานครั้งแรกซะอีก..

     กองทุนแรกที่ผมลงทุนก็คือ กองทุน KFSDIV เป็นกองทุนหุ้น ที่มีนโยบายจ่ายปันผล เหตุผลที่เลือกกองนี้ก็เพราะว่า จากสถิติ กองทุนนี้จะจ่ายปันผลทุกไตรมาส ซึ่งมีผลกับจิตวิทยาการลงทุนของผมมาก เนื่องจาก ผมเป็นมือใหม่ เงินลงทุนยังน้อย จะไปคาดหวังผลตอบแทนสูงๆ คงเป็นไปได้ยาก แต่การที่กองทุนจ่ายปันผลให้ผมทุกๆ 3เดือน จะทำให้ผมมีกำลังใจในการใส่เงินลงทุนทุกๆเดือน ไปเรื่อยๆ เมื่อถึงจุดหนึ่งที่พอร์ตการลงทุนของผมใหญ่ขึ้น และตลาดหุ้นกลับมาดีขึ้น พอร์ตผมมีกำไร ผมก็อาจจะขายกองทุนออกมาส่วนหนึ่ง เพื่อไปลงทุนในกองทุนอื่น หรือไปลงทุนในหุ้นรายตัวต่อไป..

     กองทุนที่ 2 ก็คือ กองทุน KFSPLUS เป็นกองทุนตราสารหนี้ ให้ผลตอบแทนประมาณเงินฝากประจำ สภาพคล่องสูง ความเสี่ยงต่ำ ซึ่งผมเห็นว่า เหมาะกับภรรยาผมเป็นอย่างยิ่ง ผมพาภรรยาไปถอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์ก้อนแรก 50,000 บาท เพื่อไปเปิดบัญชีกองทุน ที่ธนาคารกรุงศรีฯ อีกครั้ง หลังจากลงทุนไปก้อนแรก ผ่านไปประมาณ 1 เดือน ปรากฎว่ามูลค่ากองทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทีละนิดทีละหน่อย จากนั้นภรรยาผมก็เลยโยกเงินจากบัญชีออมทรัพย์มาลงทุนในกองนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ..

     กองทุนที่ 3 ก็คือ กองทุน B-LTF เป็นกองทุนหุ้นระยะยาว ที่สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ ช่วงยื่นภาษีของทุกๆปี ภรรยาผมก็จะมาบ่นให้ฟังว่าเสียภาษีเยอะ ไม่มีอะไรไปลดหย่อนภาษีเลย ผมจึงแนะนำกองทุนนี้ให้เค้าฟัง ก่อนที่จะตัดสินใจไปเปิดบัญชีนี้ที่ธนาคารกรุงเทพ และตั้งใจว่าจะลงทุนให้เต็มตามเงื่อนไขที่สรรพากรกำหนด...


     อย่างที่ผมเคยเล่าไปว่า "การลงทุนคือแผนการ" เรียบง่าย ต่อเนื่อง ไม่ซับซ้อน อดทนรอคอยได้ ผมตั้งใจว่าจะลงทุนไปเรื่อยๆทุกๆเดือน และศึกษาการลงทุนรูปแบบอื่นๆควบคู่กันไป ที่เห็นในรูป เป็นพอร์ตโฟลิโอของผมและภรรยา ผลตอบแทนการลงทุนในปีแรก -3.93% ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นไปตามภาวะตลาดหุ้นไทยที่ตกลงมาตลอดทั้งปี แต่เมื่อการลงทุนคือแผนการ เราจะไม่ตกใจกลัวจนขายทิ้ง รอโอกาสที่ตลาดหุ้นกลับมาคึกคัก >>...ถึงวันนั้นการลงทุนของผมจะเป็นยังไง รอติดตามในบทความต่อๆไป นะครับ...<<

     >> ติดตามบทความอื่นๆ คลิ๊กที่นี่!! <<

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2559

ความคลั่งไคล้ สู่ เป้าหมายที่ชัดเจน


     หลายคนคงเคยคลั่งไคล้ดารา นักแสดง นักกีฬา ติดตามเป็นแฟนคลับ ไปให้กำลังใจทุกที่ หรืออะไรก็ตามแต่..

     ผมก็เป็นคนนึงที่ศึกษาเรื่องการเงินการลงทุนมาซักประมาณ 1 ปีเต็ม เห็นกูรู กูรู้ ทางการเงินมาก็มาก (เห็นในโลกออนไลน์ อิอิ) ทั้งตัวจริง ตัวปลอม แต่สองท่านที่ทำให้ผมเกิดอาการคลั่งไคล้ แทบจะเลียผ่าด๊ากกกส์!! เห็นจะมีอยู่สองท่านคือ พี่เอ (A-Academy) และ โค้ชหนุ่ม (The Money Coach)


พี่เอ A-Academy เจ้าของเว็ปไซด์ www.a-academy.net
โค้ชหนุ่ม The Money Coach เจ้าของเว็ปไซด์ www.moneycoach4thai.com
     ทั้งสองท่านนี้เป็นผู้ที่เปลี่ยนทัศนคติทางการเงินและการลงทุนของผมและภรรยา อย่างแท้จริง พวกเราติดตามดู Youtube อ่านบทความ ซื้อหนังสือ ฯลฯ ที่เกี่ยวกับทั้งสองท่านนี้แทบจะทุกคลิป ทุกบทความ ทุกตัวอักษรเลยก็ว่าได้

     ทำไมผมและภรรยา ถึงได้คลั่งไคล้ขนาดนี้...ก็เพราะว่าทั้งสองท่านมีจิตสาธารณะ ให้ความรู้โดยไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ให้เพราะอยากแบ่งปันประสบการณ์ ให้เพราะอยากเห็นคนไทยมีความรู้ทางการเงินที่ดี ตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ว่า...

"พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน"

     7-8 พ.ย.58 ผมและภรรยาเดินทางไปสัมมนา "Money Literacy จุดเริ่มต้นสู่อิสรภาพทางการเงิน รุ่นที่ 6" ที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อไปพบกับ Idol ของพวกเราทั้งสองท่าน..



     บอกตรงๆว่า จริงๆเนื้อหาในงานสัมมนา ผมและภรรยา เคยฟังมาเกือบจะทั้งหมดแล้วแหละ เพียงแต่ว่าผมต้องการไปซึมซับบรรยากาศ ไปเพิ่มไฟในตัวให้ลุกโชนให้เดินทางตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ไปสัมผัส และถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับ Idol ตัวจริงของพวกเรา ไปพบปะกับเพื่อนใหม่ๆที่มีแนวความคิดเดียวกัน..

     จริงๆแล้ว ก่อนไปสัมมนา ผมปรับเป้าหมายจากเดิมที่เคยเขียนไว้ ตั้งแต่ 5 ม.ค.58 ให้ชัดเจนขึ้น ติดใส่กระเป๋าสตางค์ไว้ ตั้งแต่ 20 ต.ค.58 
     
     ทำไมต้องใส่กระเป๋าสตางค์??....ก็เพราะว่าผมจะได้เห็นมันทุกวัน เตือนสติทุกวัน คิดทุกวัน ว่าเราจะทำยังไงให้ไปถึงเป้าหมายให้ได้ และนี่คือเป้าหมายใหม่ของผมครับ..

ความคลั่งไคล้ สู่ เป้าหมายที่ชัดเจน
     เป้าหมายที่ 1 : มีกระแสเงินสดโดยไม่ต้องทำงาน (Passive Income) 15,000 บาท/เดือน ภายใน 3 ปี                                  (ให้ภรรยาออกจากงานประจำ)

     เป้าหมายที่ 2 : มีกระแสเงินสดโดยไม่ต้องทำงาน (Passive Income) 30,000 บาท/เดือน ภายใน 5 ปี                                  (มีอิสรภาพทางการเงิน ออกจากงานประจำทั้งสองคน)

     เป้าหมายที่ 3 : มีอพาร์ทเม้นต์ให้เช่า 1 หลัง ภายใน 7 ปี (ออกไปให้ความรู้ทางการเงิน)

                                       >> ติดตามบทความอื่นๆ คลิ๊กที่นี่!! <<




วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2559

การลงทุนคือแผนการ



           จริงๆแล้ว น่าจะใช้คำว่า "การลงทุนคือแผนการ แบบง่ายๆโง่ๆ" น่าจะถูกกว่า..

     เพราะแผนการลงทุนในกองทุนรวมหุ้น ของผมไม่มีอะไรมาก คือ ลงทุนเป็นประจำทุกเดือน อย่างน้อย 20% ของเงินเดือน ตามแผนการลงทุนที่พี่เอ A-Academy ได้ทำตาราง Excel ไว้ให้โหลดมาใช้งาน..
Investment Planner by A-Academy

     วันที่ผมได้กรอกตัวเลขตามตาราง Excel ตามรูปนั้น ผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เพราะ ไอ้การที่ผมลงทุนแบบง่ายๆโง่ๆนี้ เมื่อถึงตอนที่ผมอายุ 55 ปี ผมสามารถมีเงิน 10ล้านบาทได้ โดยเงื่อนไขคือ 

1. ผมต้องลงทุนรายเดือนอย่างน้อย 20% ของเงินเดือน
2. สมมุติให้รายได้ของผม เพิ่มขึ้น 4% ทุกๆปี
3. ผมต้องได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี (ซึ่งทำให้ผมต้องลงทุนในกองทุนหุ้น เนื่องจากอัตราผลตอบแทนย้อนหลังอยู่ที่ 10-12% ต่อปี)
4. ปีที่เริ่มต้นคือ เมื่อผมอายุ 28ปี บริบูรณ์
5. ต้องลงทุนในกองทุนรวมหุ้น 100% เท่านั้น

     อย่าว่าแต่ 10ล้านบาทเลยครับ แค่ แสนเดียว ผมก็ดีใจจะตายห่าแล้ว!! เพราะตั้งแต่เรียนจบ ทำงานมาประมาณ 4ปี ก่อนแต่งงาน เงินเก็บซักบาทยังไม่มีเลย แถมแต่ละเดือน เงินยังไม่พอใช้อีกต่างหาก.. 

     ผมคิดว่าการลงทุนมันเป็นจิตวิทยา ก็ในเมื่อเงินลงทุนเริ่มต้นของเรายังไม่มาก เราก็ต้องเก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อยๆตามแผนการนี้ไปก่อน โดยใช้สมการการออมง่ายๆแบบนี้ครับ...

รายได้ - เงินออม = รายจ่าย

     วันที่เงินเดือนเข้าบัญชี ผมจะทำการหัก 20% ไปลงทุนในกองทุนรวมทันที ส่วนที่เหลือก็โอนให้เมีย อิอิ บัญชีเงินเดือนของผมก็ว่างเปล่า ไม่มีโอกาสได้จับเงิน 55555 

     ที่ผมได้ยกตัวอย่างมาทั้งหมดนี้ เป็นเพียงส่วนนึงของพอร์ตการลงทุนของผมนะครับ นี่ยังไม่รวมการลงทุนในส่วนอื่นๆ ซึ่งผมจะยกมาเล่าให้ฟังในโพสต์ต่อๆไป..

         >>ติดตามบทความอื่นๆ คลิ๊กที่นี่!! <<





วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2558

จุดเริ่มต้นการลงทุน

     9 ม.ค.57 วันเริ่มต้นการใช้ชีวิตคู่ จริงๆหลังแต่งงานเราก็ยังไม่ได้อยู่ด้วยกัน ด้วยหน้าที่การงาน ภรรยาผมทำงานที่โรงพยาบาลโนนไทย โคราช ส่วนผมอยู่ที่ชัยภูมิ ทุกๆเสาร์-อาทิตย์ ผมก็ต้องขับรถไปที่โนนไทยเป็นประจำ ทำอย่างนี้ประมาณ 3 เดือน (จริงๆมากกว่านี้ เพราะก่อนแต่งก็ไปหากันตลอด)

     1 เม.ย.57 ภรรยาย้ายมาทำงานที่โรงพยาบาลชัยภูมิ ทำให้เราต้องใช้ชีวิตร่วมกัน ปรับจูนกัน ยอมรับว่าช่วงแรกๆทะเลาะกันบ่อยมาก ทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว ประเด็นหลักอยู่ที่เรื่อง"เงิน"ซึ่งผมเชื่อว่า หลายครอบครัวก็เคยเป็นเหมือนผม เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก บ่อยๆเข้า ผมก็เบื่อ ไม่เป็นอันทำอะไร ทะเลาะกันที่โกรธกันสามสี่วัน รู้สึกอึดอัดมาก วันดีคืนดีช่วงประมาณ ธ.ค.57 ผมก็นั่งเขี่ยเฟสบุ๊คไปเรื่อยๆไม่มีจุดหมาย เจอเพื่อนคนนึงโพสต์ขึ้นมาจำคร่าวๆได้ว่า "ปีนี้จะซื้อกองทุน LTF เลือกกองไหนดี แนะนำหน่อย.." แล้วก็มีเพื่อนๆมาแสดงความคิดเห็น.. ผมอ่านแล้วก็งง มันอะไรวะ กองทุน LTF??  ไม่รอช้า เปิด google ทันที เลยถึงบางอ้อ..อ๋อ!! มันคือกองทุนที่ลงทุนในหุ้นระยะยาว ที่มีสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี และก็มีรุ่นน้องอีกท่านนึง โพสต์กราฟห่าเหวอะไรก็ไม่รู้ ตอนแรกก็ไม่ได้สนใจอะไรหรอกครับ แค่เปิดผ่านๆ นึกว่าเป็นเรื่องงานมัน(น้องผมคนนี้จบวิศวฯไฟฟ้าเหมือนผม) ไอ้เราก็นึกว่ามันทำวิจัยเกี่ยวกับไฟฟ้า บ่อยเข้าๆ ลองนั่งอ่านดูดีๆ มันเกี่ยวกับการลงทุนนี่หว่า!! หลังจากนั้น การลงทุนก็เริ่มเข้ามาในชีวิตผม... 

     ช่วงหยุดยาวปีใหม่ 58 ผมก็เปิด youtube ดูนู่นนี่นั่นไปเรื่อยๆ search คำว่า "กองทุนรวม" เลื่อนๆไปเจอขุมทรัพย์ความรู้ชุดนึง ชื่อ "การลงทุนผ่านกองทุนรวม โดย A-Academy" มีทั้งหมด 31 ตอน ผมใช้เวลาช่วงหยุดยาวนั่งดูจนครบ แล้วอุทานในใจดังๆคนเดียวว่า "เชี่ย!! กูเจอแนวทางของกูแล้วววว..."
พี่เอ A-Academy คือผู้ที่สร้างชีวิตใหม่ให้ผม


     28 ม.ค.58 หลังจากศึกษาเรื่องการลงทุนในกองทุนรวมมา(คิดว่า)ดีที่สุดแล้ว ผมตัดสินใจไปเปิดบัญชีกองทุนด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นมหาศาล ที่ 5,000 บาท อิอิ ตั้งเป้าหมายการลงทุนแบบง่ายๆโง่ๆไว้ว่า ทุกๆเดือนจะใส่เงินลงทุนเข้าไป อย่างน้อย 20% ของเงินเดือน สะสมไปเรื่อยๆ โดยยังไม่คาดหวังผลตอบแทนอะไรมาก ระหว่างนี้ก็ศึกษาการลงทุนรูปแบบอื่นๆควบคู่กันไปด้วย ทั้งเรื่องของหุ้นรายตัว อสังหาริมทรัพย์ ขายของออนไลน์ เขียนบทความออนไลน์ ฯลฯ..

ผมเขียนแผนชีวิตแบบโง่ๆดิบๆ ไว้เมื่อ 5 ม.ค.58 ตอนที่ยังไม่มีความรู้อะไรเลย


                                            >> ติดตามบทความอื่นๆ คลิ๊กที่นี่!!<<

วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ชีวิตวัยเรียน

   
     เด็กบ้านนอกคนนึง ที่ชอบเรียนวิชาคำนวณ แต่ก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรเลย ตั้งเป้าหมายง่ายๆกับตัวเองเป้าหมายแรกตั้งแต่ ม.4 ว่าจะต้องเอ็นทรานซ์ให้ติด วิศวะ มข.ให้ได้ แต่ก็ไม่รู้หรอกว่า วิศวะมันเรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง..
 
     ช่วง ม.4-5 ปี 45-46 ก็พยายามตั้งใจเรียน ทำกิจกรรมทุกอย่าง (ทั้งผู้นำนักเรียน ดนตรี กีฬา ฯลฯ) ทำแม่งหมด!! แต่ก็ไม่ได้ดีซักอย่าง 555 มีเกเรบ้าง บางครั้งก็ไม่บ้างแหละ..อ่าว งง!! ผมเป็นที่รักของอาจารย์สายคำนวณ แต่วิชาอื่นอาจารย์คงไม่ปลื้มเท่าไหร่ ก็แหงล่ะครับ ก็กูไม่ชอบ กูก็ไม่อยากเรียนหนิ..แต่ก็พอถูๆไถๆผ่านมาด้วยเกรดเฉลี่ยที่ถือว่าพ่อแม่ไม่อายใครล่ะวะ..

     ม.6 เทอม1 ปี 47 ช่วงก่อนสอบรอบโควต้า ตกเย็นหลังเลิกเรียนผมก็จะใช้เวลาซัก 1-2 ชั่วโมง อ่านหนังสือ ตลุยโจทย์ แต่ก็ไม่ได้อ่านมากมายอะไร บางวันก็ไปกินเหล้า แทงสนุ๊ก ตามประสาวัยรุ่น 555 ผมเลือกคณะวิศวกรรมศาสตร์ทุกมหาวิทยาลัยที่ให้ลงในรอบโควต้า ผลก็คือ สอบติดเกือบทุกมหาวิทยาลัย เลือกสิครับทีนี้..ใช้เวลาตัดสินใจประมาณ 2 วิ.....เลือก มข. สิครับ ใกล้บ้าน ค่าเทอมถูก บรรยากาศดี ร้านเหล้าเยอะมาก (อันหลังมันใช่มั้ยวะ 555) สรุป ประกาศผล รายงานตัว ที่ มข.ครับ..

     ม.6 เทอม2 ปี 47 ไม่สนใจแล้วครับ กูมีที่เรียนแล้ว แต่ก็ไปโรงเรียน(เกือบ)ทุกวันนะครับ เรียนๆเล่นๆไป เพื่อนๆหลายคนแม่งก็ซีเรียสอ่านหนังสือเตรียมเอ็นทรานซ์ แต่กู เตะบอลใต้อาคาร เล่นดนตรี หนีเรียนไปแทงสนุ๊ก กินเหล้า(ขาว) แทงบอล ฯลฯ ไม่จับหนังสืออีกเลย ชีวิต เ-ี้ย ระดับนึงเลยทีเดียว แต่ก็รอดมาได้สำหรับเทอมสุดท้ายของชีวิตมัธยม..
 
     เข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ปี 48...ชีวิตอิสระเสรี ไม่มีใครบังคับ อยากทำอะไรก็ทำ สนุกสนานสิครับ ปี1 ยังผ่านไปได้แบบชิวๆ เพราะส่วนมากก็เป็นวิชาพื้นฐานทั้งนั้น เข้าสู่ปี2 เริ่มเจอของจริง Fตัวแรกในชีวิตก็ลอยมาทันที แถมแม่งเป็นตัวสำคัญซะด้วย คือถ้าไม่ผ่านตัวนี้ ลงตัวอื่นไม่ได้ เอาง่ายๆคือ กูไม่จบพร้อมเพื่อนแน่ๆว่ะ ปี3 ปี4 ปี5(มีแถม) ก็ถูๆไถๆมาเรื่อยๆ พร้อมกับ F ห้าตัวติดทรานสคริป จบมาด้วยเกรดเฉลี่ย 2.07 ระยะเวลาสี่ปีครึ่ง แบบเลือดตาแทบกระเด็น..

จบแบบ งงๆ 555
 
        >>ติดตามบทความอื่นๆ คลิ๊กที่นี่!! <<